เย่ชิ่งซานได้ยินถ้อยคำนั้นจากในห้อง ก็อดเลิกคิ้วข้างหนึ่งขึ้นมิได้
เขากลับเมืองหลวงมายังไม่ถึงหนึ่งปี ปกติก็เคยสวมอาภรณ์สามัญเดินเที่ยวในเมืองอยู่บ้าง ทว่านี่เป็นครั้งแรกที่พบเจอเรื่องเช่นนี้
เขาอดเดินออกจากห้องไปมิได้ พลางมองชายฉกรรจ์หลายคนที่บุกเข้ามาแล้วถามว่า “นายท่านของพวกเจ้าเป็นใคร มาจากที่ใด?”
ผู้พูดได้ยินดังนั้น จึงเลื่อนสายตาจากเจ้าของบ้านมาหยุดที่เย่ชิ่งซาน แล้วกวาดมองเขาตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า
แม้เย่ชิ่งซานจะมิได้สวมอาภรณ์ที่บ่งบอกฐานะยามออกจากบ้าน แต่ด้วยสถานะในยามนี้ ต่อให้สวมชุดสามัญที่สุด ก็ยังมองออกว่าเนื้อผ้าล้วนเป็นของดี มิใช่ชาวบ้านทั่วไปจะสวมใส่ได้
ผู้พูดจึงมิได้ตำหนิเขาที่จู่ ๆ ก็แทรกขึ้นมา เพียงกลอกตาแล้วกล่าวว่า “เจ้าเป็นใครกัน ถึงกล้ามาสืบถามฐานะนายท่านของข้า?”
กล่าวจบ คนผู้นั้นพลันนึกอะไรขึ้นได้ จึงหันมาถามเย่ชิ่งซานว่า “หรือว่าเจ้าคือคนที่คิดจะเช่าลานเรือนนี้?”
“แล้วอย่างไร?” เย่ชิ่งซานหรี่ตามองอีกฝ่ายเล็กน้อย
ไม่รู้เพราะเหตุใด คนพูดพลันรู้สึกเย็นวาบที่แผ่นหลัง แต่กลับหาสาเหตุไม่พบ จึงยกมือกระชับเสื้อผ้าแล้วกล่าวว่า “จะอย่างไรเสีย ในเมื่อยังมิได้ลงนามประทับลายนิ้วมือ ก็ยิ่งสะดวกเข้าไปใหญ่
“นายท่านของข้าซื้อลานเรือนนี้แล้ว เจ้าไปหาที่อื่นเถิด”
“ไม่ใช่ ข้าไม่ได้ขาย...” เจ้าของบ้านพบว่าไม่มีใครสนใจคำพูดของตน จึงร้อนใจจนแทบน้ำตาร่วง
“อ้อ เช่นนั้นวันนี้ข้าก็จะเช่าให้ได้ แล้วเจ้าจะทำอะไรข้าได้?”
