“เถ้าแก่เย่ ท่านดูสิ บุตรชายอกตัญญูของข้าไม่รู้ความ ล่วงเกินท่านเข้าแล้ว
“ข้าสั่งสอนไปแล้ว ขอท่านเห็นแก่ที่เขายังเยาว์วัย โปรดละเว้นเขาสักครั้งเถิด!”
อู่เทียนซั่ว รองเสนาบดีกรมกลาโหมเองก็ไม่ได้ตั้งใจจะมาลดตัวอ่อนน้อมต่อเย่เหล่าซานตั้งแต่แรก
ทว่าหลังจากอู่ฉี่หรงบุตรชายของเขามาก่อเรื่องคราวก่อน เดิมทีเขายังคอยระแวดระวังว่าเย่ชิ่งซานจะคิดเล่นงานหรือไม่ แต่วันถัดมากลับถูกฎีกาของรุ่ยชินอ๋องกราบทูลฟ้องต่อหน้าพระพักตร์ฮ่องเต้เสียแล้ว
บัดนี้รุ่ยชินอ๋องในที่สุดก็เลิกวางตัวเป็นอ๋องผู้ว่างงาน เริ่มออกมาช่วยฮ่องเต้จัดการราชกิจ ฮ่องเต้ทรงยินดีเป็นอย่างยิ่ง ทุกครั้งที่เสด็จขึ้นว่าราชการแล้วทอดพระเนตรเห็นรุ่ยชินอ๋องยืนอยู่เบื้องล่าง ก็ทรงแย้มพระสรวลจนหุบไม่ลง
ทั่วทั้งราชสำนักต่างมองออกว่า ยามนี้รุ่ยชินอ๋องเป็นคนโปรดเบื้องพระพักตร์ฮ่องเต้ ผู้ใดก็ไม่กล้าล่วงเกิน
แต่บุตรชายของเขากลับถูกอีกฝ่ายถวายฎีกาฟ้องขึ้นไปเสียได้
ฮ่องเต้ทรงเห็นแก่พระอนุชาร่วมพระมารดา ถึงกับไม่สนพระทัยคำวิงวอนของพระสนมคนโปรด ทั้งยังลงโทษให้กักบริเวณเป็นเวลาสามเดือน เพราะนางก้าวก่ายราชกิจ
ครานี้ตระกูลฝ่ายมารดาของฮูหยินอู่จึงเดือดดาลถึงขีดสุด เรียกตัวนางกลับไปดุด่าเสียยกใหญ่
อู่เทียนซั่วจึงพาบุตรชายมาร่วมแสดงความยินดีในวันนี้ พร้อมกับขอขมาไปด้วย
เย่เหล่าซานไม่เคยจัดการเรื่องเช่นนี้มาก่อน พอนึกว่าอีกฝ่ายเป็นขุนนางในราชสำนัก ก็ไม่รู้แล้วว่าควรรับมืออย่างไร
เขากำลังจะหันไปขอความช่วยเหลือจากเย่ชิ่งซาน พลันได้ยินเสียงนกหวีดดังมาจากนอกประตูหลายครั้ง
