“ไม่เป็นไร เขาไม่ใช่ขุนนางอะไรหรอก แค่เศรษฐีบ้านนอกคนหนึ่งเท่านั้น
“ถ้าจะนับญาติน่ะ สามีข้าต้องเรียกว่าอาอา แต่ก็เกือบจะพ้นจากเครือญาติห้าชั้นแล้ว ธรรมดาเลยไม่ค่อยได้ไปตีสนิทอะไรด้วย
“แต่นิสัยเขาไม่เลวนัก เวลาญาติพี่น้องเดือดร้อนอะไร เขาก็ยินดีช่วยออกเงินช่วยเหลือบ้าง
“ปีนั้นพ่อสามีข้าเคยช่วยเหลือครอบครัวเขาไว้ ฉะนั้นตอนนี้เขาจึงคอยดูแลครอบครัวข้าอยู่บ้าง”
อาสะใภ้ใหญ่เย่ฟังแล้วก็โล่งใจไปบ้าง
คนที่คิดถึงบุญคุณเก่าและรู้จักทดแทนคุณ ควรจะไม่ใช่คนที่เข้ากับยากเท่าไรนัก
เย่หัวพูดต่อว่า “แต่ก่อนหน้านี้เขาเคยไปดินแดนตะวันตก บางครั้งก็ชอบพูดอะไรที่พวกเราฟังไม่รู้เรื่อง
“แต่เรื่องนี้แม่ไม่ต้องกังวล ฟังไม่รู้เรื่องก็ไม่เป็นไร ฟังไว้ก็พอแล้ว
“โธ่ ยุ่งยากจริงๆ ไม่งั้นแม่ไปกับข้าดีกว่า ข้าจะได้ช่วยพูดแทรกเสริมให้ด้วย”
เย่หัวพูดพลางก็ฉุดอาสะใภ้ใหญ่เย่ออกไปข้างนอกทันที
เพิ่งออกจากครัวก็เจอกับเย่เซี่ยงเหลยอุ้มชิงเทียนเดินมา
“พี่สะใภ้ ชิงเทียนอิ่มแล้ว ตอนนี้เริ่มง่วงนอน เอาแต่เรียหาพี่อยู่เลย”
อาสะใภ้ใหญ่เย่รีบแกะผ้ากันเปื้อนออก แล้วรับชิงเทียนมาจากอ้อมแขนของเย่เซี่ยงเหลย
ชิงเทียนง่วงจนตาแทบจะหลับไม่ไหวแล้ว อาศัยเพียงสัญชาตญาณ เข้าไปซบแนบตัวนุ่มนิ่ม
“แม่...” นางเรียกเสียงอู้อี้ แล้วเอาหน้าซบลงที่ซอกคอของอาสะใภ้ใหญ่เย่
พลางได้กลิ่นที่คุ้นเคย ศีรษะน้อยๆ ก็เอนข้าง แล้วก็หลับไปในอ้อมอกของอาสะใภ้ใหญ่เย่ทันที
อาสะใภ้ใหญ่เย่ตบหลังชิงเทียนเบาๆ แล้วมองเย่หัวด้วยสีหน้าลำบากใจ
เย่หัวคิดในใจ อาสะใภ้ใหญ่เย่จะไม่รับงานเพราะลูกหลับหรือเปล่านะ?
“แม่เอาลูกไปวางในห้องของข้า ให้จวนเอ๋อร์ช่วยดูแล หรือไม่ก็ให้พี่สะใภ้ของแม่ช่วยดูแล
“แม่ไปกับข้าก่อนเถอะ บอกตามตรง วันนี้มีคนถามหาแม่ตั้งมากมาย!
“ถ้าแม่คว้าโอกาสดีๆ บางทีงานตั้งแต่วันนี้จนถึงตรุษจีนก็ไม่ต้องกลัวว่าจะไม่มี”
งานเลี้ยงเยี่ยมบ้านเจ้าสาววันนี้จัดได้สำเร็จลุล่วงเกินคาด เย่หัวเลยไม่รู้ตัวเลยว่ากลายมาเข้าข้างอาสะใภ้ใหญ่เย่เหมือนกับเย่จวนเอ๋อร์แล้ว อยากช่วยเหลือนางสักหน่อย
อาสะใภ้ใหญ่เย่ก็ไม่ใช่คนไม่รู้จักบุญคุณ ย่อมเข้าใจว่าเย่หัวหวังดีต่อนาง
