“เจ้า... เจ้าคิดก่อกบฏหรือ!”
เฉิงชินอ๋องตกใจจนร้องเสียงหลง ไหนเลยจะยังเหลือท่าทีองอาจอย่างก่อนหน้า
ยามนี้ขาทั้งสองของเขาอ่อนปวกเปียก แทบจะหนีบหลังม้าไว้ไม่อยู่แล้ว
เมื่อเห็นว่าลูกน้องของเฉิงชินอ๋องยังคงกระสับกระส่าย คิดจะพุ่งเข้ามา เย่ชิ่งซานจึงเพิ่มแรงกดมือขึ้นอีกเล็กน้อย
คมกระบี่พระราชทานอันแหลมคมกรีดเป็นรอยเลือดบนลำคอของเฉิงชินอ๋อง
เฉิงชินอ๋องรู้สึกเจ็บแปลบ จากนั้นเลือดอุ่น ๆ ก็ไหลลงมาตามลำคอ
เขาไม่รู้ว่าบาดแผลใหญ่เพียงใด แต่จินตนาการของตนก็แทบทำให้เขาตกใจตายอยู่แล้ว
เฉิงชินอ๋องสั่งลูกน้องด้วยน้ำเสียงคล้ายจะร่ำไห้ “ถอยไป! พวกเจ้าถอยไปให้หมด!
“ได้ยินหรือไม่ พวกเจ้าอยากให้ข้าตายหรือไร?”
เย่ชิ่งซานเห็นว่าเขาขวัญอ่อนถึงเพียงนี้ พลันนึกถึงองค์หญิงใหญ่ ความคิดหนึ่งผุดขึ้นในใจ จึงกล่าวว่า “ท่านอ๋อง ดูเหมือนว่าลูกน้องของท่านจะไม่ค่อยเชื่อฟังท่านนักนะพ่ะย่ะค่ะ!
“กระบี่พระราชทานที่กระหม่อมถืออยู่ในมือยามนี้ เป็นของที่ฮ่องเต้พระราชทานแก่กระหม่อม
“กระบี่เล่มนี้คมยิ่ง หากกระหม่อมพลั้งมือทำให้ท่านบาดเจ็บขึ้นมา คงไม่ดีแน่
“เคราะห์ดีที่เมื่อฮ่องเต้ทรงมอบกระบี่พระราชทานแก่กระหม่อม ก็ทรงอนุญาตให้กระหม่อมลงมือก่อนแล้วค่อยกราบทูล…”
ก่อนหน้านี้เฉิงชินอ๋องยังคงมีความหวังริบหรี่ เช่นเดียวกับที่องค์หญิงใหญ่กล่าวไว้ ต่อให้ตนทำผิดมากมายเพียงใด อย่างไรเสียฐานะก็ยังค้ำคออยู่
ขอเพียงยกฐานะอ๋องขึ้นมา นอกจากฮ่องเต้กับองค์ชายเจ็ดแล้ว ขุนนางคนใดจะกล้าทำอะไรตนได้?
