“เสด็จพี่ เมื่อครู่เป็นเพียงคำพูดไร้เดียงสาของเด็กเท่านั้น อย่าทรงถือเป็นจริงเป็นจังเลยพ่ะย่ะค่ะ”แม้รุ่ยชินอ๋องจะกล่าวเช่นนั้น ทว่าสีหน้ากลับเปี่ยมด้วยความภาคภูมิใจอย่างยิ่ง
ฮ่องเต้ตรัสเมื่อได้ยินว่า “ข้ากลับคิดว่าชิงเทียนพูดได้ดี เจ้าเองก็นั่งลงเถิด วันนี้พวกเรากินข้าวที่นี่ด้วยกัน ดูเสียทีว่าแท้จริงแล้วใครกันแน่ที่ไร้มารยาท”
แม้ฮ่องเต้จะเสด็จออกตรวจเยี่ยงสามัญชน จึงมิได้แทนพระองค์ว่า ‘เจิ้น’ แต่ชิงเทียนเรียกพระองค์ว่าเสด็จลุง ส่วนรุ่ยชินอ๋องเรียกพระองค์ว่าเสด็จพี่ บ่าวไพร่ทั้งหลายแห่งจวนรุ่ยชินอ๋องมีหรือจะไม่รู้ฐานะที่แท้จริงของพระองค์
ยามนี้เมื่อได้ยินว่าพระองค์จะเสวยพระกระยาหารที่นี่ ทุกคนต่างตะลึงงัน ไม่รู้ว่าควรทำเช่นไร
ส่วนคนที่ก่อนหน้านี้ลอบเหน็บแนมอาสะใภ้ใหญ่เย่ว่าไร้มารยาท ตอนชิงเทียนตำหนินางยังไม่เห็นเป็นเรื่องสำคัญ ในใจคิดว่าฮ่องเต้จะเสด็จมาเสวยพระกระยาหารในสถานที่เช่นนี้ได้อย่างไร
ใครจะรู้ว่าเพิ่งคิดเช่นนั้น ฮ่องเต้ก็เสด็จมาจริง ๆ
บัดนี้นางหมอบกราบอยู่บนพื้น ไม่กล้าเงยหน้า ทำได้เพียงนึกยินดีที่ก่อนหน้านี้มิได้เอ่ยวาจานั้นออกมา มิฉะนั้นคงต้องปลิดชีพเพื่อไถ่โทษเป็นแน่
ฮ่องเต้ไม่แม้แต่จะปรายพระเนตรมองคนตัวเล็ก ๆ เช่นนาง
ทว่ารุ่ยชินอ๋องกลับส่งสายตาให้คนอื่น พวกเขาจึงพานางออกไปก่อน
ทุกคนต่างถอนหายใจโล่งอก โชคดีที่แต่แรกมิได้กล่าววาจารุนแรงเกินไป ทั้งยังมีคนโง่ปากพล่อยเช่นนี้รับเคราะห์แทนอยู่เบื้องหน้า รุ่ยชินอ๋องคงไม่ถือโทษมาถึงพวกตน
