ท่าทีของชิงเทียนจุดประกายความหวังขึ้นมาในใจพระชายารุ่ยชินอ๋อง
อาสะใภ้ใหญ่เย่เอ่ยถามอย่างระมัดระวังว่า “พระชายารุ่ยชินอ๋องดีกับเจ้าถึงเพียงนี้ ชิงเทียนให้พระนางอุ้มสักหน่อยได้หรือไม่?”
ทว่าพอได้ยินคำพูดนี้ ชิงเทียนกลับเบียดตัวเข้าหาอ้อมแขนอาสะใภ้ใหญ่เย่อย่างสุดกำลังในทันที
เมื่อเห็นชิงเทียนต่อต้านถึงเพียงนี้ ผู้ใหญ่ทั้งหลายก็จนปัญญา
ก่อนหน้านี้เด็กน้อยเพิ่งผ่านการเปลี่ยนพ่อแม่บุญธรรมมาแล้วครั้งหนึ่ง
บัดนี้เพิ่งปรับตัวเข้ากับสถานะใหม่ได้อย่างยากลำบาก กลับต้องให้ไปปรับตัวเข้ากับอีกครอบครัวหนึ่งอย่างกะทันหัน
แม้อีกฝ่ายจะมาด้วยความจริงใจอย่างยิ่ง สำหรับเด็กแล้วก็ยากจะยอมรับได้ในชั่วขณะ
“วันนี้พอแค่นี้เถิด อย่าบีบบังคับเด็กเลย” เมื่อเห็นชิงเทียนเป็นเช่นนี้ พระชายารุ่ยชินอ๋องก็ทุกข์ทรมานใจเป็นสองเท่า “ท่านอ๋อง พวกเรากลับกันก่อนเถิด!”
รุ่ยชินอ๋องรู้สึกเสียใจกับความหุนหันเมื่อครู่เล็กน้อย
เขารู้สึกว่าชิงเทียนดูจะยิ่งต่อต้านและหวาดกลัวตนมากขึ้น
เขาถอนหายใจ ลุกขึ้นเอ่ยว่า “ไปเถิด ข้าจะไปส่งเจ้ากลับก่อน แล้วค่อยเข้าวัง
“เสด็จพี่ทรงทราบเรื่องนี้แล้ว รับสั่งให้ข้าหาเวลาเข้าไปในวังเพื่อเล่าความเป็นมาให้ฟัง!”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น มือที่อาสะใภ้ใหญ่เย่ใช้โอบชิงเทียนก็สั่นวูบ
นางรู้สึกว่าคำพูดของรุ่ยชินอ๋องคล้ายตั้งใจกล่าวให้นางฟังโดยเฉพาะ
หลังส่งทั้งสองคนออกไปแล้ว อาสะใภ้ใหญ่เย่ก็อุ้มชิงเทียนกลับเข้าห้อง
แรกเริ่มชิงเทียนเพียงกอดนางเงียบ ๆ ไม่เอ่ยวาจา
