เดินทางต่อไปอีกสิบกว่าวัน ประตูซานไห่กวนก็ปรากฏอยู่ตรงหน้าแล้ว
เหล่าคนพเนจรที่หลั่งไหลมาจากทุกทิศทุกทาง ก็ยิ่งมากขึ้นเรื่อย ๆ
จุดมุ่งหมายของทุกคนเหมือนกันหมด นั่นคือการเข้าด่าน
ตลอดทางได้ยินผู้คนให้กำลังใจกันไปมา ถ้อยคำล้วนเหมือนกัน
“อดทนไว้นะ ถึงประตูซานไห่กวนก็ดีเอง”
พี่สะใภ้ใหญ่ซ่านอุ้มลูกชายไว้ ดวงตาเป็นประกายพูดว่า “ท่านพี่ ข้าเพิ่งได้ยินคนพูดว่า หลังจากเข้าด่านไปแล้ว จะมีเต็นท์ที่ทางราชสำนักตั้งไว้ให้พัก มีคนแจกข้าวแจกโจ๊กด้วยนะ!”
ซ่านเหล่าต้าพยักหน้า “แน่นอน ข้างในด่านล้วนแต่คนรวย เจ้าคิดว่าจะยากจนเหมือนนอกด่านอย่างนั้นหรือ!”
หลังจากสะบัดภาระอย่างชิงเทียนทิ้งไปได้ ซ่านเหล่าต้าก็หารถล่มาได้คันหนึ่ง
พูดตกลงกับเจ้าของรถว่าจะใช้ข้าวโพดครึ่งถุงเป็นค่าตอบแทนในการโดยสารไปจนถึงประตูซานไห่กวน
ไม่คิดว่าอีกฝ่ายรับปากอย่างดี แต่กลับหนีไปกลางคืนเลย
ไม่เพียงไม่ได้นั่งรถ ยังเสียข้าวไปครึ่งถุงเปล่า ๆ เกือบทำให้พี่สะใภ้ใหญ่ซ่านเสียดายแทบแย่
ทั้งสองไม่กล้าไปเช่ารถอีกแล้ว จำต้องใช้สองขาเดินทางอย่างซื่อสัตย์ต่อไป
พี่สะใภ้ใหญ่ซ่านรู้สึกว่าช่วงหลายวันมานี้ เดินทางจนหมดทั้งชีวิตที่ควรจะเดินแล้ว อาหารก็ใกล้จะหมดเกลี้ยง
โชคดีที่ความหวังอยู่ตรงหน้า ทำให้มือนางมีแรงขึ้นมาอีกหลายส่วน
ในขณะนั้นเอง สองสามีภรรยาตระกูลซ่านก็ได้ยินเสียงที่คุ้นหูเสียงหนึ่ง
“ท่านพ่อ อีกกี่วันพวกเราถึงจะถึงประตูซานไห่กวนกันหรือ”
“เร่งฝีเท้าหน่อย คืนนี้ก็ถึงแล้วล่ะ”
ซ่านเหล่าต้าหันกลับไป เห็นเพียงเย่เหล่าต้ายืนตระหง่านราวกับหอคอยอยู่ท่ามกลางกลุ่มคนพเนจร
บนบ่าของเขามีเด็กหญิงตัวน้อยน่ารักราวกับหยกแกะสลักนั่งอยู่
