อาสะใภ้ใหญ่เย่ไม่คิดว่านายอำเภอจะกล่าวเช่นนี้ พอนึกย้อนดู ผู้อาวุโสเฉินก็ไม่ได้บอกว่าจะให้นางเป็นตัวแทนอำเภอเฟิงเล่อไปเข้าร่วมการประลองฝีมือทำอาหารเสียหน่อย!
อีกอย่าง ต่อให้นางเป็นลูกหลานของพ่อครัวหลวง แต่ตอนบิดาถ่ายทอดวิชาทำอาหารให้นางนั้น อาการวิกลจริตก็เริ่มปรากฏขึ้นแล้ว
นางฝืนใจเข้าร่วมการแข่งขันก็ช่างเถิด หากพ่ายแพ้ คนที่เสียหน้าก็เป็นคนในครอบครัวของนางเอง
แต่นางจะเป็นตัวแทนของอำเภอเฟิงเล่อทั้งอำเภอได้อย่างไร?
อาสะใภ้ใหญ่เย่อุ้มชิงเทียนไว้ ในใจรู้สึกกระวนกระวาย เหงื่อจากฝ่ามือของนางซึมเปียกชายเสื้อด้านหลังของชิงเทียนไปหมด
บังเอิญเหลือเกิน ในฝูงชนก็มีคนคิดเช่นเดียวกับนาง
ได้ยินคนผู้หนึ่งเอ่ยเสียงดังว่า “นายอำเภอ ต่อให้พ่อครัวของเหลาเยี่ยนปินฝีมือไม่เอาไหน ในเมืองของเรายังมีหอสุราเก่าแก่อีกสองแห่งคือฝูติ่งเซวียนกับเหลาเมามายเซียนอยู่มิใช่หรือ
“หากพูดถึงพ่อครัวหลวง บรรพบุรุษของฝูติ่งเซวียนก็เคยเป็นพ่อครัวหลวงเช่นกัน
“นางโหยวผู้นี้มาจากไหนกัน เพียงเพราะเป็นลูกหลานของพ่อครัวหลวง ก็จะเป็นตัวแทนของอำเภอเฟิงเล่อได้หรือ?”
“ใช่แล้ว คำพูดนี้ไม่ผิด!”
“พวกเราล้วนไม่รู้เรื่องนี้ แล้วจะเป็นตัวแทนพวกเราไปแข่งขันได้อย่างไร?”
“หากนางแพ้ คนที่เสียหน้าก็มิใช่พวกเราหรอกหรือ?”
นายอำเภอมองคนที่เอ่ยวาจา ผู้นั้นคือเกาเจิ้นโป น้องภรรยาของอวี๋ซวี่ตง เถ้าแก่ฝูติ่งเซวียน
มิน่าเล่าจึงพูดแทนฝูติ่งเซวียน
แต่ในเมื่อนายอำเภอกล่าวเช่นนี้ ย่อมไม่หวั่นว่าผู้อื่นจะคัดค้าน
เขากล่าวอย่างไม่สะทกสะท้านว่า “ต่อให้พวกเจ้าไม่เคยได้ยินชื่อของนางโหยว อย่างน้อยก็น่าจะเคยได้ยินงานชมดอกไม้ที่เจียงหยวนไวจัดขึ้นเมื่อหลายวันก่อนกระมัง?
“นางโหยวเป็นพ่อครัวเพียงคนเดียวในงานชมดอกไม้ ฝีมือของนางได้รับการยอมรับจากแขกเหรื่อทุกคนในงาน ทั้งยังได้รับคำชมจากพระชายารุ่ยชินอ๋องด้วย”
พอนายอำเภอกล่าวจบ รอบด้านก็พลันฮือฮา
เมื่อกล่าวถึงรุ่ยชินอ๋องกับพระชายารุ่ยชินอ๋อง สองสามีภรรยาคู่นี้มีชื่อเสียงอยู่ไม่น้อยทั้งในเมืองหลวงและพื้นที่ใกล้เคียง
คนหนึ่งเป็นชินอ๋องที่เอาแต่สำราญ ไม่ใฝ่ก้าวหน้า ส่วนอีกคนเป็นพระชายาที่ผ่านไปหลายปีก็ยังไร้ทายาท
