อาสามหวังรั้งนางไว้แล้วว่า “เจ้าจะร้อนรนไปไย ดูสถานการณ์ก่อนค่อยว่ากัน ยังไม่รู้เลยว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่!”
นางหลิวกล่าวอย่างตื่นเต้นเป็นที่สุดว่า “คิดไม่ถึงเลย ยายหวังผู้นี้มีฝีมือจริง ๆ!”
“แน่นอนอยู่แล้ว เจ้าจำได้หรือไม่ เมื่อปีก่อนโน้นท่านบัณฑิตป่วยหนักมาก จนมึนงงจำคนไม่ได้เลย
“ภายหลังผู้ใหญ่บ้านแอบไปขอให้ยายหวังช่วยกลางดึก ครั้งนั้นยายหวังทำพิธีอยู่ในห้องโถงถึงสามวันเต็ม ไม่ก้าวออกจากประตูเลย
“หลังจากนั้นอาการป่วยของท่านบัณฑิตก็หายดี เจ้าดูสิ นี่ก็หลายปีแล้ว สังขารยังแข็งแรงถึงเพียงนี้
“ทุกวันนี้ยังสอนหนังสือทุกวัน ไม่มีอะไรผิดปกติเลย”
“จริงหรือ?” นางหลิวรู้เพียงเรื่องที่ท่านบัณฑิตล้มป่วย แต่ไม่รู้เรื่องที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น
“ข้าอาศัยอยู่ข้างบ้านยายหวังนี่เอง เรื่องพวกนี้จะปิดข้าได้อย่างไร?”
อาสามหวังพูดโดยไม่ได้คิดอะไร แต่นางหลิวกลับฟังแล้วใส่ใจ
หากยายหวังรักษาคนป่วยให้หายได้ถึงเพียงนี้ แล้วหากตระกูลเย่ไปขอให้ยายหวังรักษายายเย่ขึ้นมา จะทำอย่างไรดี?
คิดมาถึงตรงนี้ นางหลิวก็ยิ่งอยู่เฉยไม่ไหว รีบลุกขึ้นกล่าวว่า “ข้าไม่รั้งเจ้าแล้ว ข้าต้องรีบไปหายายหวังสักหน่อย”
“โอ๊ย เจ้าช้าหน่อย พวกเราไปด้วยกัน” อาสามหวังกล่าวพลางคว้ากระจาดเย็บปักของตนเดินตามออกไป
ตอนนี้นางก็ไม่อยากไปคุยใต้ต้นไม้หัวหมู่บ้านแล้ว อยากรีบกลับบ้านไปแอบฟังที่กำแพง ดูว่าจะได้ยินหรือไม่ว่านางหลิวไปหายายหวังเพื่อพูดเรื่องอะไร
พอถึงบ้านยายหวัง นางหลิวไม่มีกะจิตกะใจจะทักทาย ดึงนางเข้าไปในห้องแล้วยัดเงินหนึ่งพวงใส่มือนางทันที
ยายหวังถามอย่างงุนงง “เจ้านี่ทำอะไรน่ะ?”
“เจ้าอย่าแกล้งทำเป็นไม่รู้เลย” นางหลิวยิ้มแย้มตาหยี “เทพองค์ใหญ่ศักดิ์สิทธิ์นักจริง ๆ ข้าเพิ่งมาให้เจ้าทำพิธีได้ไม่นาน หญิงชราแห่งตระกูลเย่นั่นก็ล้มป่วยตามมาติด ๆ
“นี่ข้ามาแก้บนให้เทพองค์ใหญ่ เจ้าช่วยข้าเตรียมธูปเทียนกับเครื่องสังเวยหน่อย จะได้ขอบคุณเทพองค์ใหญ่ให้ดี”
ยายหวังจึงรับเบี้ยทองแดงไว้ พยักหน้ากล่าวว่า “วางใจเถิด ต้องจัดการให้เจ้าเรียบร้อยแน่”
