เจียงหวานไม่คิดว่าหลุยส์จะมีอารมณ์ขันเหมือนกัน
หล่อนแค่ปัดมาสคาราที่ขนตา แล้วกรีดอายไลเนอร์บาง ๆ เอง ไม่ได้ถึงขั้นกลายเป็นคนดำมืดอะไรขนาดนั้นสักหน่อย
เจียงหวานไม่ได้รับมุกนั้น เพียงจ้องบุหรี่ที่ปลายนิ้วของหลุยส์ “สูบบุหรี่ไม่ดีต่อสุขภาพนะคะ”
หลุยส์ค่อย ๆ พ่นควันออกมา ก่อนแค่นเสียง “โดนกดดันก็ไม่ดีต่อสุขภาพเหมือนกันไม่ใช่เหรอ คุณก็ยังต้องทนอยู่เลย”
“นั่นเพราะฉันไม่มีทางเลือกค่ะ”
“ฉันก็ไม่มีทางเลือกเหมือนกัน นิโคตินช่วยจุดประกายแรงบันดาลใจให้ฉันได้ และฉันก็ต้องการแรงบันดาลใจ”
เจียงหวานเงยหน้าขึ้น ถามอย่างจริงจัง “หลุยส์ ตอนเพิ่งเข้าวงการใหม่ ๆ คุณเคยโดนหัวหน้ากดดันบ้างไหมคะ”
“ไม่เคยนะ ตอนเรียนปีสามฉันก็ได้รับข้อเสนอฝึกงานจากบริษัทจดทะเบียนหลายแห่งแล้ว พอเข้าทำงานก็มีทีมเป็นของตัวเองตั้งแต่แรก มีแต่ฉันนี่แหละที่ทำให้คนอื่นต้องอึดอัด”
เจียงหวานเก็บกระเป๋าเครื่องสำอาง พลางรู้สึกหมดกำลังใจอยู่บ้าง “งั้นคุณก็เก่งจริง ๆ นะคะ”
“คงเป็นพรสวรรค์ล่ะมั้ง” หลุยส์ไม่เคยถ่อมตัว เรื่องนี้คงเกี่ยวกับการศึกษาที่หล่อนได้รับจากต่างประเทศด้วย
หลุยส์สูบบุหรี่จนหมดแล้วเดินจากไป ส่วนเจียงหวานก็กลับไปที่โต๊ะทำงาน เริ่มช่วยงานหลินเสี่ยวหราน
เพื่อขอบคุณหลินเสี่ยวหรานที่ช่วยคลี่คลายสถานการณ์ให้ เจียงหวานจึงชวนหล่อนออกไปกินบุฟเฟต์หม้อไฟหมุนเวียนตอนกลางวัน
ทั้งสองนั่งเคียงข้างกัน ต่างคนต่างใส่ของกินลงในหม้อซุปมะเขือเทศไม่น้อย
หม้อไฟเดือดปุด ๆ ส่งกลิ่นหอม แต่เจียงหวานกลับไม่ค่อยมีความอยากอาหาร
