หลินซูบีบนิ้วตัวเองเบา ๆ แล้วถามเสียงค่อย
“คุณน้าจ้าว พวกเราเพิ่งเริ่มทำงาน ยังไม่ได้รับเงินเดือนเลย ไม่มีอะไรจะให้พี่เว่ยหมินด้วยค่ะ”
จ้าวซิ่วเหลียนถลึงตาใส่หลินซู ก่อนแสร้งทำเป็นบ่นว่าขัดสน
“ฉันกับพ่อของพวกเธอประหยัดอดออมทุกเดือน ก็เพื่อส่งลูก ๆ หลายคนเรียนหนังสือและมีข้าวกิน
ตอนนี้เว่ยหมินต้องไปชนบท ถ้าพวกเธอสองคนยังบ่ายเบี่ยงไม่ยอมช่วย ก็เท่ากับทำให้พวกเราผิดหวังจริง ๆ แล้ว!”
หลินจือเตะเท้าหลินซูเบา ๆ จะพูดไร้สาระกับนางทำไมกัน?
ให้พูดออกมาตรง ๆ ก็สิ้นเรื่อง
หลินจือเอาแต่กินข้าว ไม่สนใจคำบ่นเรื่องความขัดสนของอีกฝ่าย
จ้าวซิ่วเหลียนกัดฟัน แล้วเหลือบมองหลินจือก่อนเอ่ยว่า
“ฉันได้ยินมาว่าวันนี้จือจือได้บรรจุเป็นพนักงานประจำ แถมยังได้รางวัลมาไม่น้อย จะยกให้เว่ยหมินเอาไปใช้ตอนอยู่ชนบทได้ไหม?”
หลินจือชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยช้า ๆ
“ได้ค่ะ แต่กระติกชาให้ไม่ได้ ข้างบนมีชื่อฉันกับคำว่า ‘บุคคลดีเด่น’ อยู่ ฉันจะเก็บไว้เป็นที่ระลึก
อย่างอื่นยกให้เขาได้หมดค่ะ”
ของก็ไม่ได้มีมากมายอะไร มีแค่กะละมังหนึ่งใบ ผ้าขนหนูหนึ่งผืน แล้วก็เงิน 10 หยวน
จ้าวซิ่วเหลียนถึงกับอึ้ง ปกติหลินจือไม่เคยพูดดี ๆ กับนางสักครั้ง
ไม่คิดเลยว่าจะยอมให้ของง่ายดายขนาดนี้
นางยังนึกว่าจะต้องโวยวายอยู่พักใหญ่เสียอีก
หลินเจี้ยนกั๋วพลอยดีใจไปด้วย บ้านสงบทุกอย่างก็ราบรื่น ลูกสาวคนโตยังเห็นแก่ครอบครัวอยู่
“ใช่ ๆ จือจือรู้ความแล้ว กระติกชาควรเก็บไว้เป็นที่ระลึกจริง ๆ
พ่อทำงานมาตั้งยี่สิบกว่าปี เพิ่งได้เป็นบุคคลดีเด่นแค่ครั้งเดียว แต่ลูกเพิ่งทำงานปีแรกก็ได้แล้ว
