หลินซูกระซิบขึ้นจากด้านข้างเช่นกัน
“ใช่แล้ว นั่นเป็นความสามารถของพี่สาว พอสอนหลินเว่ยหมินแล้ว จะต้องยกงานให้เขาด้วยหรือไง?
มีเรื่องดี ๆ แบบนี้ที่ไหนกัน”
หลินจือเคี้ยวข้าวในปากจนหมด วางตะเกียบแล้วเงยหน้ามองจ้าวซิ่วเหลียน น้ำเสียงเรียบเฉย
“ตอนนั้นคุณตาสอนฉันขับรถกับซ่อมรถ ฉันเรียนตากลมตากแดดอยู่ห้าหกปี
แค่พูดว่าคนในครอบครัวกันคำเดียว ก็จะให้ฉันยกวิชาหาเลี้ยงชีพนี้ให้คนอื่นง่าย ๆ เลยหรือ?”
รอยยิ้มบนใบหน้าจ้าวซิ่วเหลียนชะงักแข็งค้างทันที นางพลันขึ้นเสียงโวยวาย
“ฉันว่าแกมันขี้เหนียว พอตัวเองได้เป็นคนงานแล้ว ก็เลยดูถูกเว่ยหมินสินะ”
หลินเว่ยหมินที่นั่งอยู่ข้างจ้าวซิ่วเหลียนมีแววตาขุ่นมัว ดูท่าจะเป็นคนเจ้าคิดเจ้าแค้น
หลินจือกินอิ่มแล้ว จึงค่อย ๆ เช็ดปากอย่างไม่รีบร้อน
“ก่อนคุณตาจะสิ้นใจ ท่านย้ำกับฉันซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า วิชานี้เป็นทุนสำหรับหาเลี้ยงชีพ
ห้ามถ่ายทอดให้ใครตามใจชอบ ถ้าฉันสอนหลินเว่ยหมินลงไปข้างล่าง คงไม่มีหน้าไปพบคุณตา”
คำพูดนี้ทำเอาจ้าวซิ่วเหลียนเถียงไม่ออก
แต่หลินจือพูดมีเหตุมีผล นางหาคำมาโต้ไม่ได้ จึงได้แต่ถลึงตาใส่หลินเจี้ยนกั๋ว
หลินเจี้ยนกั๋วทำราวกับมองไม่เห็น เขาไม่ใช่คนโง่เสียหน่อย
ถ้าเป็นหลินฉางซงกับหลินเป่า เขายังพอคุยกับลูกสาวคนโตได้บ้าง แต่เพื่อหลินเว่ยหมินแล้วไม่เห็นจำเป็นต้องทำเช่นนั้น
จะไปมีเรื่องกับหลินจือจนผิดใจกันเพราะคนนอกทำไม
ลูกสาวคนโตคนนี้ถูกอดีตพ่อตาสอนมาจนไม่ยอมเสียเปรียบใครแม้แต่น้อย
ถ้าเอาของของนางไป แล้วครอบครัวจะสงบสุขได้หรือ?
