เสาไฟถนนเพียงต้นเดียวข้างสถานีดับลง สภาพแวดล้อมรอบด้านพลันจมดิ่งสู่ความมืดมิด
ไป๋เหยาถูกหลูเชิงพาขึ้นรถเมล์ไปก่อน เขาบอกให้เธอรอสักครู่ จัดการธุระเสร็จแล้วจะขึ้นมาหา ไป๋เหยานั่งลงบนที่นั่งช่วงท้ายรถเมล์แล้วพยักหน้า
หลังหลูเชิงลงจากรถ ทุกอย่างก็พลันเงียบงัน
ไป๋เหยามองออกไปนอกหน้าต่าง เห็นเพียงความมืดมิด ไม่เห็นแม้แต่เงาคนสักคน ทั้งยังไม่ได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวใด ๆ จากภายนอก
ราวสิบนาทีผ่านไป หลูเชิงก็ขึ้นมาบนรถเมล์ เขานั่งลงข้างไป๋เหยา คนขับสตาร์ตรถแล้วค่อย ๆ ขับออกจากที่แห่งนี้
ไป๋เหยามองหลูเชิง
เขาลูบศีรษะเธอ ยิ้มแล้วพูดว่า “ตำรวจพาตัวคนโรคจิตคนนั้นไปแล้ว ไม่เป็นอะไรแล้ว”
ไป๋เหยาส่งเสียง “โอ้” เบา ๆ
หลูเชิงเห็นได้ชัดว่ากระวนกระวาย เขาเงียบไปครู่ใหญ่ ก่อนจะโน้มตัวลงถามด้วยความเป็นห่วงว่า “บาดเจ็บตรงไหนหรือเปล่า”
ไป๋เหยาส่ายหน้า “ฉันไม่บาดเจ็บ แค่จู่ ๆ คนนั้นก็ถือกรรไกรโผล่มา ทำเอาฉันตกใจหมดเลย”
เธอคล้องแขนหลูเชิงแล้วเอนซบตัวเขา ยังคงหวาดผวาไม่หาย “วันนี้ฉันเพิ่งได้ยินเพื่อนเล่าเรื่องหญิงปากแหวก ไม่นึกเลยว่าจะมีคนโรคจิตแบบนี้อยู่จริง ฉันได้ยินมาว่า ถ้าเธอถามคำถามคนอื่น แล้วคนนั้นตอบว่าสวย เธอก็จะเปลี่ยนคนตอบให้กลายเป็นเหมือนเธอ แต่ถ้าตอบว่าไม่สวย เธอก็จะฆ่าคนนั้นทิ้ง”
ไป๋เหยาถอนหายใจอย่างโล่งอก “ดีนะที่ฉันฉลาด พูดภาษาเกาหลีมั่ว ๆ ไปประโยคหนึ่งเพื่อเอาตัวรอด ยังไงเธอก็ฟังไม่รู้เรื่องอยู่แล้ว”
