ไป๋เหยาปากก็บ่นเสิ่นจี้ไม่หยุด แต่มือที่กำลังจัดการให้เขากลับอ่อนโยน เธอทำความสะอาดเขาจนหมดจดเรียบร้อย ไม่นานเขาก็กลับมาเป็นหนุ่มสดใสสะอาดสะอ้านคนเดิม
โทรศัพท์ของไป๋เหยาแบตหมดเกลี้ยงเพราะเปิดไฟฉายทิ้งไว้ เธอจึงทำได้แค่เก็บมันใส่กระเป๋า ส่วนเสิ่นจี้ตอนนี้กลับว่าง่ายขึ้นมา ถึงกับแย่งกระเป๋าเธอไปถือให้
เขาไม่รู้สึกอายแม้แต่น้อยที่ต้องสะพายกระเป๋าสีชมพูของผู้หญิงไว้กับตัว
เสิ่นจี้จับมือไป๋เหยาแล้วพูดเอาใจว่า “เหยาเหยา จูบอีกทีสิ”
ไป๋เหยายื่นมือดันหน้าเขาให้หันไปอีกทาง ก่อนจะดึงเขาให้ลุกขึ้น “จะจูบอะไร ฉันยังไม่หายโมโหเลย!”
เสิ่นจี้มองเธออย่างน่าสงสาร ราวกับสัตว์ตัวน้อยที่เฝ้ารอให้เจ้าของมาลูบหัว
ไป๋เหยาไม่ได้ใจอ่อนเลยสักนิด
เธอดึงเสิ่นจี้เดินไปข้างหน้า แต่เผลอชนสิ่งของที่อยู่ข้าง ๆ เข้า เสียง “กร๊อบแกร๊บ” ดังขึ้นหลายครั้ง ก่อนของชิ้นนั้นจะตกลงพื้นและฟุ้งกระจายไปด้วยฝุ่น
ไป๋เหยายกมือปิดปาก ไอออกมาหลายครั้ง
เสิ่นจี้ยื่นมือโบกไปมาตรงหน้าเธอ ราวกับว่าทำแบบนี้แล้วจะช่วยปัดฝุ่นให้พ้นจากตัวเธอได้
คราวนี้ไป๋เหยามองเห็นชัดแล้วว่าสิ่งที่ตกลงพื้นคือขาตั้งภาพวาด มันเก่าแก่ตามกาลเวลาอยู่แล้ว พอล้มลงกระแทกพื้นก็แตกกระจายเป็นชิ้น ๆ ส่วนกระดานภาพที่ถูกไฟเผาไปครึ่งหนึ่งก็แตกออกเป็นหลายชิ้น
เสิ่นจี้เห็นไป๋เหยาก้มลงอีกครั้ง จึงคิดว่าเธอรู้สึกผิดที่ทำของเสียหาย แล้วพูดว่า “เหยาเหยา ของชิ้นนี้ไม่สำคัญหรอก”
