เว่ย์ซั่วดูเหมือนจะสำรวมขึ้นบ้าง แต่ก็แค่ดูเหมือนเท่านั้น จนถึงตอนนี้เขาก็ยังไม่ยอมแพ้ คอยแอบจับตาดูชีวิตของปู้จงเหยาอยู่
พอพูดถึงเว่ย์ซั่ว สีหน้าของปู้จงเหยาก็ไม่สู้ดีนัก “ก่อนหน้านี้ฉันเคยสังเกตเห็นว่าข้าวของในหอพักมีร่องรอยเหมือนถูกใครแตะต้อง แถมฉันยังทำเสื้อผ้าส่วนตัวหายไปหลายชิ้น มีแต่ของฉันที่หาย ของเพื่อนร่วมห้องกลับยังอยู่ครบ เรื่องนี้ต้องเป็นฝีมือเขาแน่”
แม้แต่บางครั้งก่อนเข้าเรียนพละ เธอต้องไปเปลี่ยนชุดกีฬาในห้องแต่งตัว ปู้จงเหยาก็ยังรู้สึกได้ว่ามีสายตาคอยจับจ้อง พอกู่เยเชอรู้เรื่องก็ไปหาเว่ย์ซั่วและอบรมเขาไปยกหนึ่ง แต่เห็นได้ชัดว่าเว่ย์ซั่วไม่ได้คิดจะยอมแพ้
ตอนนี้ปู้จงเหยาเดินไปไหนมาไหนกับกู่เยเชอทุกวัน จึงนับว่าค่อนข้างปลอดภัย
ไป๋เหยาฟังมามากขนาดนี้ ก็พอจะเข้าใจเว่ย์ซั่วขึ้นมาบ้างแล้ว หลังจากปู้จงเหยากับกู่เยเชอกินข้าวเสร็จ ทั้งสองก็จูงมือกันออกจากโรงอาหาร ไปหาที่อื่นพลอดรักกันต่อ
ไป๋เหยาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนก้มลงมองถาดอาหารของตัวเอง แล้วพบว่ามีเนื้อกองอยู่เต็มถาด เธอหันไปถามคนข้างกาย “ทำไมเธอเอาเนื้อให้ฉันหมดเลยล่ะ”
เสิ่นจี้กินแค่ผักกับพริกหยวก เขาเอนตัวพิงไป๋เหยา พลางยิ้มอย่างไร้เดียงสาแล้วพูดว่า “ของดี ๆ ฉันยกให้เธอหมดเลย”
เขาเป็นคนที่ขาดเนื้อไม่ได้ ก่อนหน้านี้ต่อให้อิ่มแล้วก็ยังจ้องเนื้อในถาดของไป๋เหยาอยู่เลย แต่ตอนนี้กลับไม่ยอมกินเองสักชิ้น ยกเนื้อทั้งหมดให้เธอ นับว่าเป็นเรื่องที่ทำได้ยากจริง ๆ
ไป๋เหยารู้สึกอบอุ่นในใจ เธอแบ่งเนื้อครึ่งหนึ่งให้เขา “ฉันกินไม่หมดหรอก เธอยังอยู่ในวัยกำลังโต กินเยอะ ๆ หน่อย”
เสิ่นจี้จ้องเนื้อในถาดตาละห้อย เขาอยากหยิบตะเกียบขึ้นมาคีบ แต่ก็อดกลั้นไว้ ก่อนถามเสียงเบาว่า “เหยาเหยา คืนนี้ฉันไปหาเธอแล้วนอนด้วยได้ไหม”
ไป๋เหยาเหลือบมองเขา
