ม่ายซุ่ยเก็บแผงกลับบ้านก็รู้สึกว่าร่างกายผิดปกติ
ตอนกลางวันเธอทะเลาะกับซุนต้าเจี้ยงที่ตลาดจนเหงื่อท่วม เสื้อซับในของเสื้อบุนวมเปียกชุ่ม พอลมหนาวพัดเข้ามาก็สั่นสะท้านติดกันหลายครั้ง เดือนสิบสองอากาศหนาวจัด แต่เธอไม่ได้ใส่ใจ กลับบ้านมาก็ยังยกตะกร้า คิดบัญชี และให้อาหารไก่ตามปกติ
ตอนมื้อเย็น หลิวกุ้ยฟางเห็นสีหน้าเธอไม่ค่อยดีจึงถามว่า “ซุ่ยเอ๋อร์ ไม่สบายหรือเปล่า”
ม่ายซุ่ยปวดหัวแทบแย่ แต่ก็ยังส่ายหน้า “ไม่เป็นไรค่ะ แค่เหนื่อยนิดหน่อย”
กินข้าวเสร็จ เธอก็ล้มตัวลงบนเตียงคั่ง ร่างกายเริ่มหนาวสั่น ห่มผ้าห่มสองผืนก็ยังสั่นอยู่ ในหัวคิดฟุ้งซ่านไปถึงว่าพรุ่งนี้ต้องกลับไหกิมจิผักกาดขาว พอกลับจากตลาดแล้วยังต้องขึ้นเขาอีก… คิดไปคิดมาก็สะลึมสะลือหลับไป
กลางดึก เสี่ยวหยาตื่นขึ้นเพราะเสียงกัดฟัน
เธอยื่นมือไปแตะหน้าผากม่ายซุ่ย ร้อนจนรีบชักมือกลับ
“พี่สะใภ้? พี่สะใภ้!” เรียกไปสองครั้งก็ไม่มีเสียงตอบ
ในห้องมืดสนิท ข้างนอกลมพัดจนกระดาษหน้าต่างส่งเสียงดัง เสี่ยวหยาดึงเชือกไฟ พอเห็นก็พบว่าหน้าม่ายซุ่ยแดงก่ำ ริมฝีปากแห้งจนแตกเป็นขุย เหงื่อเม็ดโตผุดออกมาไม่ขาดสาย
เสี่ยวหยากระโดดลงจากเตียงคั่งด้วยเท้าเปล่า แล้วยืนนิ่งอยู่หลายวินาที
จะเรียกแม่? เรียกพี่สะใภ้รอง? หรือพี่สะใภ้สาม? พี่สะใภ้รองข้อเท้าแพลง ส่วนพี่สะใภ้สาม… เธอเม้มปากแน่น เรียกไปก็ใช่ว่าจะยอมมาช่วย
เธอนึกถึงคนคนหนึ่งขึ้นมา เฉินเสี่ยวชู่
เฉินเสี่ยวชู่เป็นหลานชายของหมอเท้าเปล่าประจำหมู่บ้าน อายุมากกว่าเธอหนึ่งปี หน้าร้อนทั้งคู่ไปจับปลาไหลด้วยกัน ฤดูใบไม้ร่วงก็ไปเก็บลูกสนด้วยกัน หน้าหนาวนั่งยอง ๆ ใต้ต้นหลิวเก่า ฟังนกกระจอกทะเลาะกัน
ครั้งหนึ่งเขาตกแม่น้ำ เสื้อผ้าเปียกโชกจนไม่กล้ากลับบ้าน เป็นเสี่ยวหยาที่ช่วยตากเสื้อให้เขาริมแม่น้ำ จนถึงตอนนี้แม่ของเขาก็ยังไม่รู้เรื่อง
