หนูโรงงานกัดเนื้อตากแห้งอีกคำ อยากจะทำตัวลึกลับ ผลคือโดนพี่หนูใหญ่ถลึงตาใส่ เลยรีบกลืนลงคอแล้วเล่าต่อ
“ปู่ผมตกใจจนขยับตัวไม่ถูก เห็นหมอนั่นขุดหลุมที่แปลงดอกไม้ แล้วเอาครึ่งบนของศพผู้หญิงใส่ลงไป”
ถังชงต้องขัดจังหวะ “อวัยวะภายในของผู้ตายอยู่ในหลุมหมด ถ้าตอนแบกมาศพเหลือแค่ครึ่งท่อน เครื่องในคงไหลเลอะเต็มพื้น”
ต้องมีวิธีป้องกันอะไรสักอย่างแน่
แต่หนูโรงงานกระพริบตาเล็กปริบ ๆ “ไม่รู้สิ ปู่ผมเล่ามาอย่างนี้ ถ้ามีของกินหล่นระหว่างทาง ปู่ผมต้องกินแน่ แล้วก็ต้องเล่าให้ฟังด้วย”
พวกหนูเป็นสัตว์กินได้ทั้งพืชและสัตว์
คนเป็นย่อมหวาดกลัว แต่ซากศพมนุษย์ที่เน่าเปื่อยมันก็กิน
อย่างไรเสียมันก็ไม่ใช่หนูที่อยู่ในเหตุการณ์
ถังชงเลยไม่ถามซ้ำให้เสียเวลา “เล่าต่อเถอะ”
หนูโรงงานเลียริมฝีปากที่ยังหอมกลิ่นเนื้อ “ปู่บอกว่าหมอนั่นฝังเสร็จแล้วก็ไม่ไปไหน ยืนกลางสายฝนอยู่นาน แถมยังเอามือถือถ่ายรูป แสงแฟลชสว่างเกือบเท่าฟ้าแลบเลยนะ!”
ถังชงขมวดคิ้ว
ฆาตกรนี่มันอุกอาจเกินไปแล้ว
ต่อให้เป็นชานเมือง แล้วก็เป็นคืนฝนตก ก็อาจมีรถวิ่งผ่านได้
เขาไม่เพียงแต่ฝังเสร็จแล้วไม่ไป ยังยืน “ชื่นชม” อยู่อีก
ถึงขั้นถ่ายรูปเก็บเป็นที่ระลึก
อย่างไรก็ตาม ในอีกแง่หนึ่งมันคือข่าวดีสำหรับถังชง
มือถือของฆาตกรมีหลักฐานการฆ่า
“แล้วครึ่งล่างของศพผู้หญิงล่ะ ปู่ของแกบอกไหมว่าฆาตกรเอาไปไว้ไหน”
