ในที่สุดก็รอจนถึงวันที่จะออกเดินทางไปชิงเต่า
เพิ่งกินมื้อค่ำเสร็จ ชามตะเกียบในห้องครัวยังเก็บไม่เรียบร้อยดี เยว่หวั่นชิงก็จับมือป้าเมิงไว้ไม่ยอมปล่อย ต้นไหวเก่าตรงมุมลานส่งเสียง “อู้ ๆ” ใต้แรงลมเหนือ แม้หิมะจะหยุดตกแล้ว แต่ลมยังหอบเกล็ดหิมะมาด้วย ราวกับมีดบาดใบหน้าจนเจ็บแสบ กระทั่งกระดาษหน้าต่างยังสั่นระริก
“ป้าเมิง ยุคนี้ไม่สงบสุข ถ้าเห็นคนสวมเครื่องแบบทหารสีเหลืองพูดภาษาที่ฟังไม่รู้เรื่องอีก อย่ามัวแต่ยืนงง รีบวิ่งเข้าไปในไร่นา หรือไม่ก็หลบในทางลับของห้องเก็บฟืน จำได้ไหม” เยว่หวั่นชิงกำชับไม่หยุด
ป้าเมิงยกมือผอมแห้งตบหลังมือของเยว่หวั่นชิงเบา ๆ รอยย่นตรงหางตาเอ่อคลอด้วยน้ำตา แต่นางยังยิ้มพลางพยักหน้า “ได้ค่ะคุณหนู ฉันจำได้หมดแล้ว พวกคุณเดินทางก็ต้องระวังให้มากเหมือนกัน” พูดแล้วนางก็หันไปลูบหัวเหมียวชู เด็กหญิงกำลังกอดห่อผ้าไว้ ในห่อมีขนมงาที่ป้าเมิงทำให้
“เจียวเจียว พอถึงชิงเต่าแล้วส่งจดหมายมาหาป้านะ บอกให้ป้ารู้ว่าพวกเธอปลอดภัยดี”
เหมียวชูพยักหน้าแรง ๆ กอดขนมงาไว้แน่นกว่าเดิม ในยุคสมัยนี้ การจากกันอาจหมายถึงการไม่ได้พบกันอีกชั่วชีวิต
จู่ ๆ ก็มีเสียงม้าร้อง “ฮี้” ดังมาจากนอกประตูลาน เหมียวหย่งขับรถม้ามาถึงแล้ว
เขาสวมเสื้อฝ้ายผ้าหยาบตัวใหม่เอี่ยม เอวคาดเชือกป่าน ใบหน้าคล้ำแดดเต็มไปด้วยความตื่นเต้นและแปลกใหม่ ไม่มีแววเศร้าที่ต้องจากบ้านเกิดเลยแม้แต่น้อย
ตลอดยี่สิบกว่าปีที่ผ่านมา เขาไม่เคยออกจากมณฑลซานตงเลย พอนึกว่าจะได้นั่งเรือไปเซี่ยงไฮ้ หัวใจก็เต้นรัว เขาเดินวนรอบรถม้าสองรอบ ก่อนยื่นมือไปตบคอม้าสีน้ำตาลแดงเบา ๆ แล้วพูดเสียงดังฟังชัดว่า “นายท่าน รถม้าพร้อมแล้วครับ! ใส่หญ้าแห้งกับน้ำไว้เต็มแล้ว”
