เยว่หว่านชิงวางงานเย็บปักถักร้อยลง กลั้นยิ้มพลางกวักมือเรียก “รีบเข้ามาสิ ข้างนอกหนาว มีเรื่องอะไรจะคุยกับพวกเราหรือเปล่า” คราวนี้เหมียวชูถึงค่อย ๆ ขยับกลับมา วางมือที่ปิดตาลง แล้วแอบเหลือบมองอ่างล้างเท้า พอเห็นว่าพ่อยืนขึ้นเช็ดมือแล้ว ถึงได้ถอนหายใจโล่งอก
เธอขยับเข้าไปใกล้ข้างเตียง กระซิบอย่างลับ ๆ ล่อ ๆ ว่า “พ่อ แม่ วันนี้หนูโยนหยกที่แลกมาจากตลาดมืดเข้าไปใน ‘บ้านหลังใหญ่’ อีกแล้ว มันกลืนหายไปอีกแล้ว! แล้วหนูก็ค้นพบว่าหนูใช้สกิลล่องหนได้แล้ว!”
“ล่องหน?” เหมียวเจ๋อหัวกับเยว่หว่านชิงสบตากัน ต่างเห็นแววสงสัยในดวงตาของอีกฝ่าย
เหมียวเจ๋อหัวลากเก้าอี้มานั่ง แล้วโน้มตัวมาข้างหน้าเล็กน้อย “เจียวเจียว สกิลล่องหนคืออะไรหรือ” เขาเคยได้ยินแค่กลเม็ดปลอมตัวในยุทธภพ แต่ไม่เคยได้ยินว่ามีใครหายตัวไปจริง ๆ ได้
“ก็คือทำให้คนอื่นมองไม่เห็นหนูไง!” เหมียวชูร้อนใจอยากพิสูจน์ รีบถอยหลังสองก้าวไปยืนกลางห้อง กำหมัดเล็ก ๆ แน่น สูดหายใจเข้าลึก ๆ แล้วท่องในใจว่า “ล่องหน”
วินาทีถัดมา เด็กหญิงที่ยืนอยู่ตรงนั้นก็หายวับไปทันที
“เจียวเจียว?” เยว่หว่านชิงตกใจจนรีบลุกขึ้น ยื่นมือไปคลำตรงจุดที่ลูกสาวยืนอยู่เมื่อครู่
เหมียวเจ๋อหัวขมวดคิ้ว ลุกขึ้นมองไปรอบ ๆ สายตากวาดไปใต้เตียงและหลังประตู แต่ไม่เห็นเงาของลูกสาวเลย ขณะที่สองสามีภรรยากำลังร้อนใจ เสียงหัวเราะของเหมียวชูก็ดังขึ้นกลางอากาศ “พ่อ แม่ หนูอยู่ตรงนี้!”
สิ้นเสียง ร่างของเหมียวชูก็ค่อย ๆ ปรากฏขึ้น เริ่มจากเค้าโครงเลือนราง ก่อนจะชัดเจนขึ้นทีละน้อย ราวกับภาพวาดหมึกที่ค่อย ๆ แผ่ซึม
