ฟ้าเพิ่งสาง แม่น้ำหวงผู่ยังมีหมอกยามเช้าสีเทาจางลอยปกคลุมอยู่ชั้นหนึ่ง
เหมียวชูกำชายเสื้อของเหมียวเจ๋อหัวแน่น ย่อตัวแอบมองอยู่ใต้สะพานท่าเรือที่อยู่ไม่ไกล ใบหน้าเล็กตึงเครียด ที่ทางเข้าท่าเรือมีทหารญี่ปุ่นสี่นายยืนถือปืนสามแปด ดาบปลายปืนบนลำกล้องเปล่งประกายเย็นเยียบท่ามกลางแสงสลัว ในลานสินค้ามียามประจำการทุก ๆ สิบเมตร
“คุณพ่อ หนูอยากใช้สกิลล่องหนเข้าไปดูข้างในค่ะ!” เหมียวชูลดเสียงลง ลมหายใจเจือความร้อนใจ
เธอจ้องประตูเหล็กของคลังสินค้าที่ปิดสนิท ในใจรู้ดีว่าสินค้าล็อตนี้อาจถูกขนย้ายออกไปเมื่อไรก็ได้ หากพลาดโอกาสครั้งนี้ คงยากจะมีโอกาสอีก
เหมียวเจ๋อหัวลูบศีรษะลูกสาว ปลายนิ้วสัมผัสได้ถึงร่างของเธอที่สั่นน้อย ๆ ด้วยความตื่นเต้น ทว่าคิ้วของเขากลับขมวดเป็นปม
เขากวาดตามองเหล่าทหารที่ถืออาวุธครบมืออีกครั้ง ลูกกระเดือกขยับขึ้นลง “พ่อไปกับลูกด้วย ปล่อยลูกไปคนเดียวพ่อไม่วางใจ” เขารู้ว่าสกิลล่องหนของลูกสาวน่าอัศจรรย์เพียงใด แต่ห่ากระสุนของทหารญี่ปุ่นไม่ใช่เรื่องล้อเล่น อย่างน้อยมีเขาอยู่ด้วยก็ช่วยดูแลเธอได้อีกแรง
“ได้ค่ะคุณพ่อ!” ดวงตาเหมียวชูเป็นประกาย เธอเดาไว้แล้วว่าคุณพ่อต้องตามไปด้วย จึงรีบจูงมือบิดามุดเข้าไปในซอยเล็ก ๆ ทางตะวันออกของท่าเรือ ซึ่งเต็มไปด้วยลังไม้เก่าที่ถูกทิ้งไว้
ในซอยอบอวลด้วยกลิ่นอับชื้นของเชื้อรา ทั้งสองอาศัยลังไม้บังสายตา มือกุมกันแน่น เหมียวชูสูดหายใจลึก ท่องคำว่า “ล่องหน” ในใจ แล้วก้มมองชายเสื้อของตัวเอง มันค่อย ๆ โปร่งใสขึ้นจริง ๆ แม้แต่เงาก็หายไปด้วย
“ความรู้สึกนี้…วิเศษจริง ๆ!” เหมียวชูอดอุทานเบา ๆ ไม่ได้ นี่เป็นครั้งแรกที่เธอใช้สกิลล่องหนกลางท่าเรือที่ผู้คนเดินขวักไขว่ ถนนหินใต้เท้ายังคงเห็นชัดเจน แต่คนงานที่เดินผ่านกลับไม่ทันสังเกต ความตื่นเต้นของการเป็น “คนที่ไม่มีใครรู้ว่ามีตัวตน” ทำให้หัวใจเธอเต้นเร็วขึ้น
เหมียวเจ๋อหัวเองก็พยายามข่มความตื่นตะลึงไว้ จูงมือลูกสาวก้าวเข้าไปในระยะสายตาของทหารญี่ปุ่นทีละก้าว
