เสี่ยวเตี๋ยนั่งอยู่ข้าง ๆ พยักหน้าเบา ๆ แววตาเต็มไปด้วยความเขินอายและความคาดหวัง
“เรื่องดีนี่นา! เป็นเรื่องดีมากเลย!” เยว่หว่านชิงได้ยินแล้วก็ยิ้มหน้าบาน รีบพูดขึ้นว่า “งานแต่งต้องจัดให้ดีสิ! จัดที่บ้านเราเลยดีไหม? เดี๋ยวฉันไปจัดห้องสะอาด ๆ สักสองสามห้อง แล้วเชิญเพื่อนบ้านมาร่วมฉลอง ให้เสี่ยวเตี๋ยนั่งเกี้ยวมาอย่างสมเกียรติ!”
“ไม่ต้องลำบากหรอกค่ะ พี่สะใภ้” เสี่ยวเตี๋ยรีบโบกมือ น้ำเสียงจริงใจ “พวกเราคิดว่าจัดที่กองทัพก็พอแล้ว ไม่ต้องเอิกเกริกขนาดนั้นค่ะ”
เหมียวหย่งพยักหน้าตาม ก่อนเสริมว่า “ใช่ครับพี่สะใภ้ ในกองทัพยังมีสหายอีกหลายคู่ที่ตั้งใจจะแต่งงาน หัวหน้าบอกว่าจัดงานแต่งหมู่เสียเลย จะได้ครึกครื้นและประหยัดแรง พวกเราสองคนมาที่นี่ก็เพื่อเชิญพี่กับพี่ชายไปที่กองทัพ ร่วมฉลองกับทุกคน และเป็นสักขีพยานในงานแต่งของพวกเราครับ”
เหมียวเจ๋อหัวได้ยินก็ยิ้ม พลางตบไหล่เหมียวหย่งเบา ๆ “ดีเลย! จัดที่กองทัพยิ่งมีความหมาย ในเมื่อเป็นงานแต่งหมู่ พวกเราต้องไปร่วมแสดงความยินดีอยู่แล้ว ถึงตอนนั้นฉันกับพี่สะใภ้และเจียวเจียวจะไปด้วยกัน ไปอวยพรให้พวกเธอ!”
เยว่หว่านชิงเองก็ล้มเลิกความคิดที่จะจัดงานแต่งที่บ้าน แล้วหันมากำชับว่า “แบบนั้นก็ดี งานแต่งหมู่คงครึกครื้นน่าดู ถ้าพวกเธอสองคนขาดเหลืออะไร บอกมาได้เลย ไม่ต้องเกรงใจ น้ำตาลมงคลกับกระดาษอักษรมงคลในงาน ฉันจะเตรียมให้เอง!”
เมื่อจัดการเรื่องงานแต่งเรียบร้อยแล้ว เหมียวหย่งกับเสี่ยวเตี๋ยนั่งต่ออีกครู่หนึ่ง ก่อนลุกขึ้นอำลาและกลับไปเตรียมงาน
วันแต่งงาน สถานที่ในกองทัพถูกประดับประดาอย่างรื่นเริงเป็นพิเศษ
บนเวทีพิธีการที่สร้างขึ้นชั่วคราว แขวนป้ายผ้าสีแดงผืนใหญ่ที่เขียนว่า “ทหารและประชาชนร่วมใจ สร้างครอบครัวเคียงคู่” รอบบริเวณติดอักษรมงคลสีแดงสด โคมแดงหลายพวงไหวเอนตามลม ช่วยขับไล่ความเย็นบางเบาในฤดูใบไม้ร่วง
