รุ่งสาง
เหมียวเจ๋อหัวกับเยว่หว่านชิงไม่ได้ไปปลุกเหมียวชู ทั้งสองนั่งอยู่ข้างโต๊ะอาหารตั้งแต่เช้าตรู่
บนโต๊ะมีอาหารจานเล็กง่าย ๆ วางอยู่หลายจานกับโจ๊กอุ่น ๆ แต่ไม่มีใครแตะตะเกียบ
ดวงตาของเยว่หว่านชิงแดงเรื่อ เห็นได้ชัดว่าเมื่อคืนเธอนอนไม่ค่อยหลับ
ส่วนเหมียวเจ๋อหัวนั่งอยู่ข้าง ๆ ฝันร้ายเมื่อคืนสมจริงเกินไป มือของเยว่หว่านชิงที่ห้อยตกอยู่ในฝัน ร่างกายที่เย็นเฉียบ และเสียงพึมพำสิ้นหวังของเธอ ภาพเหล่านั้นย้อนกลับมาในหัวซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนเขาไม่กล้าลังเลแม้แต่น้อยอีกต่อไป
ที่จริงเหมียวชูก็นอนไม่หลับเหมือนกัน
ความฝันเมื่อคืนทำให้เธอกระสับกระส่ายจนใกล้สว่าง สุดท้ายจึงลุกออกจากห้องเสียเลย
ทันทีที่เดินเข้าไปในห้องโถง เธอก็สัมผัสได้ถึงบรรยากาศอึมครึมรอบโต๊ะอาหาร
“พ่อ แม่” เธอเอ่ยเรียกเบา ๆ แล้วนั่งลงบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามทั้งคู่
พอเหมียวเจ๋อหัวเห็นเหมียวชู เขาก็เหมือนตัดสินใจเด็ดขาดได้เสียที รีบเงยหน้าขึ้นทันควัน แววตาหนักแน่นผิดปกติ น้ำเสียงไม่มีช่องให้ต่อรองแม้แต่น้อย “เจียวเจียว พ่อกับแม่คุยกันแล้ว เราจะไปฮ่องกง แต่ลูกต้องไปกับพวกเราด้วย”
เหมียวชูชะงักไปทันทีเมื่อได้ยิน เธอเบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจ มองใบหน้าตึงเครียดของพ่อ ก่อนหันไปมองแม่ ใจเต็มไปด้วยความสงสัยว่าทำไมพ่อแม่ถึงเปลี่ยนใจเร็วขนาดนี้ หรือว่า...เมื่อคืนพวกเขาก็ฝันร้ายแบบเดียวกับพ่อเหมือนกัน?
เธอตั้งสติแล้วเอ่ยเสียงเบา น้ำเสียงแฝงความหนักแน่นอยู่หลายส่วน “พ่อ แม่ แต่หนูอยากบริจาคเสบียงให้ประเทศของเราก่อนแล้วค่อยไปนะคะ พวกทหารทางเหนือยังรอเสบียงไว้กินประทังหนาวอยู่”
“เจียวเจียว เรื่องบริจาคเสบียงไม่ใช่ปัญหา” เหมียวเจ๋อหัวขัดขึ้น นี่เป็นครั้งแรกที่เขาไม่ได้ปรึกษาเหมียวชู แต่สั่งเธอด้วยน้ำเสียงเกือบแข็งกร้าว “พอไปถึงฮ่องกงแล้ว พวกเราก็ยังหาทางบริจาคเสบียงได้ เรื่องนี้ตกลงตามนี้ เปลี่ยนแปลงไม่ได้แล้ว”
