เหมียวชูรีบเทน้ำบุปผาเซียนลงไปอีกครึ่งกา เหมียวเจ๋อหัวค่อย ๆ ป้อนน้ำให้ต้าย่งอย่างระมัดระวัง ครั้งนี้ลูกกระเดือกของต้าย่งขยับอย่างเห็นได้ชัด เขากลืนลงคออย่างยากลำบากได้สองสามอึก คิ้วที่ขมวดแน่นแต่เดิมค่อย ๆ คลายออกเล็กน้อย
เหมียวเจ๋อหัวนั่งยองอยู่ข้างเตียง ปลายนิ้วจ่ออยู่หน้าจมูกต้าย่ง พลางนับลมหายใจที่แผ่วเบาจนแทบสัมผัสไม่ได้ น้ำเสียงเจือความตื่นเต้นที่ปิดไม่มิด “ดีกว่าเมื่อกี้แล้ว! น้ำนี่วิเศษจริง ๆ!”
เยว่หว่านชิงใช้ผ้าเช็ดหน้าสะอาดซับเหงื่อที่ขมับ มองต้าย่งบนเตียงซึ่งสีหน้าดีขึ้นเล็กน้อย ก่อนเหลือบมองกระติกน้ำในอ้อมแขนเหมียวชู แล้วลดเสียงลงกล่าวว่า “ของวิเศษที่พี่นางฟ้าให้มา ห้ามให้ใครจับได้เด็ดขาด ตอนนี้พวกญี่ปุ่นตรวจเข้มมาก ถ้าพวกมันรู้เข้า ครอบครัวเราต้องเดือดร้อนกันหมดแน่”
เหมียวชูกอดแขนเยว่หว่านชิง “ค่ะ แม่ มีแค่แม่กับพ่อที่รู้”
สวี่เชิงเดินเข้ามาจากด้านนอก ในมือยกชามน้ำข้าวร้อน ๆ ซึ่งเพิ่งต้มมาจากห้องครัว
เขาวางชามไว้บนตู้เตี้ยข้างหัวเตียง แล้วเอ่ยเสียงขรึมว่า “หมอแถวนี้ผมรู้จักหมด แต่ช่วงนี้เกิดเรื่องปล้นเสบียงที่ท่าเรือ พวกญี่ปุ่นตรวจค้นคนต้องสงสัยตามบ้านทีละหลัง ตอนนี้ไปตามหมอมา ก็ไม่ต่างจากเดินเข้าไปติดกับเอง พี่ชายคนนี้เป็นยังไงบ้าง”
เหมียวเจ๋อหัวลุกขึ้นยืน “เมื่อก่อนผมเคยเรียนการปฐมพยาบาลที่หมู่บ้าน เอากระสุนออกมาได้สะอาดดี แผลก็ไม่มีร่องรอยติดเชื้อ ขอแค่เขาฝืนต่อไปได้...”
รอยยิ้มทะเล้นที่มักปรากฏบนใบหน้าสวี่เชิงหายไปจนหมดสิ้น เขาเอ่ยว่า “ได้ แผนยังเหมือนเดิม รีบเก็บของแล้วออกเดินทางกัน! จินอานก็ฟื้นแล้ว ถ้าช้ากว่านี้อีกหน่อย ทีมสอดส่องของญี่ปุ่นคงค้นมาถึงแถวนี้”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เหมียวเจ๋อหัวก็ชะงักฝีเท้า สายตาหยุดอยู่บนร่างต้าย่งที่ยังหมดสติบนเตียง คิ้วขมวดเป็นปม
สวี่เชิงมองออกว่าพวกเขากังวล เดินไปข้างเตียงแล้วก้มลงตรวจดูลมหายใจของต้าย่ง ก่อนเอ่ยเสียงขรึมว่า “พี่ชายคนนี้ยังไม่ฟื้น สภาพแบบนี้ขึ้นเรือไม่ได้แน่” เขายืดตัวตรง น้ำเสียงจริงจังขึ้น “ถ้าพวกคุณเชื่อใจผม ผมจะให้คนพาเขาไปฝากไว้กับญาติบนเขา ให้ช่วยดูแล ที่นั่นอยู่ห่างไกล พวกญี่ปุ่นหาไม่เจอ”
