ไอน้ำจากแม่น้ำหวงผูหอบเอากลิ่นถ่านหินจาง ๆ พัดปะทะใบหน้า ท่าเรือคึกคักไปด้วยเสียงผู้คน ชาวต่างชาติในชุดสูท พ่อค้าที่หิ้วกระเป๋าหนัง และคนงานแบกหามสินค้าเดินสวนกันไปมา แตกต่างจากชนบทโดยสิ้นเชิง
เหมียวชูเพิ่งลงจากเรือก็ตาโตเป็นไข่ห่าน ตึกฝรั่งที่อยู่ไกลออกไปสูงเสียดฟ้า กระจกหน้าต่างสะท้อนแสงแดดเป็นประกาย บนถนนมีรถยนต์คันเล็กวิ่งส่งเสียง “ตึ้กตั้ก” หญิงสาวในชุดฉีเพาสวมรองเท้าส้นสูงเดินผ่าน ชายกระโปรงพลิ้วไหวอย่างงดงาม คึกคักยิ่งกว่าที่เธอเคยเห็นในโทรทัศน์ยุคปัจจุบันเสียอีก
“พี่เหมียว มาถึงตรงนี้แล้วก็คงต้องแยกทางกัน” สวี่เชิงตบแขนเหมียวเจ๋อหัวเบา ๆ ก่อนหันไปมองลู่จินอาน พลางยกมุมปากขึ้น “จินอาน จะไปกับฉันไหม หรือว่า...”
ลู่จินอานประสานมือคำนับ หลังตรงแน่ว “ไม่ล่ะครับ ลุงสวี่ พอมาถึงเซี่ยงไฮ้ ผมต้องไปเยี่ยมคุณตาก่อน” เขาหยุดไปครู่หนึ่งแล้วเสริมว่า “ถ้าภายหลังมีเรื่องต้องรบกวน ผมจะไปขอความช่วยเหลือจากลุงสวี่ถึงบ้านแน่นอนครับ”
สวี่เชิงหัวเราะเสียงดัง ตบไหล่เขาแรง ๆ “ไอ้หนุ่ม มีใจสู้ดีนี่! ถ้าเจอปัญหาอะไรในเซี่ยงไฮ้ก็เอาชื่อของลุงสวี่ไปอ้างได้เลย! จะได้ผลหรือเปล่าอีกเรื่อง อย่างน้อยก็ทำให้แกได้เถียงกับคนอื่นอีกสักสองสามคำก่อนตาย!”
“ลุงสวี่พูดเล่นอีกแล้วครับ” ลู่จินอานส่ายหน้าอย่างจนใจ
สวี่เชิงโบกมือ ไม่พูดอะไรต่อแล้วหันไปทางรถยนต์สีดำที่จอดอยู่ริมถนน รถคันนั้นสะดุดตาเป็นพิเศษท่ามกลางท่าเรือ พอคนขับเห็นเขาเดินมาก็รีบลงจากรถมาเปิดประตูให้
ก่อนจะก้มตัวขึ้นรถ สวี่เชิงยังหันกลับมาโบกมือให้ทุกคน เครื่องยนต์เริ่มทำงาน ไม่นานรถก็แล่นไปรวมกับรถคันอื่นบนถนน
