เหมียวเจ๋อหัวเพิ่งวางผ้าเช็ดเท้าที่ใช้เช็ดเท้าให้เยว่หว่านชิง ก็เหลือบเห็นของที่เหมียวชูกำแน่นอยู่ในมือ
สายตาของเขาถูกกระป๋องเหล็กสองใบที่พิมพ์อักษรญี่ปุ่นดึงดูดทันที เขารีบก้าวเข้าไปหยิบขึ้นมาหนึ่งใบ ปลายนิ้วลูบไล้กระป๋องเย็นเฉียบ น้ำเสียงเต็มไปด้วยความประหลาดใจ “เจียวเจียว ลูกเอามาจากไหน นี่เป็นกระป๋องเนื้อสำหรับทหารญี่ปุ่นนะ ชาวบ้านธรรมดาอย่าว่าแต่กินเลย แค่เห็นยังแทบไม่มีโอกาส!”
เหมียวชูเห็นเยว่หว่านชิงกำลังใช้ผ้าแห้งเช็ดเท้า ปลายเท้าแดงระเรื่อเพราะเดินทางไกล ดูท่าแม่ยังไม่มีโอกาสเล่าเรื่องดักชิงรถให้พ่อฟัง
เธอคึกคักขึ้นมาทันที ยกไม้ยกมือทำท่าประกอบอย่างออกอาการ บนใบหน้าเล็ก ๆ เต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ “หนูกับแม่จัดการกันที่เนินเขานอกเมือง! แม่ให้หนูขว้างหินล่อปีศาจหน้าตี่ออกไปก่อน แล้วแม่ก็ฉวยโอกาสเปิดผ้าใบ หนูก็เก็บเสบียงทั้งเจ็ดคันเข้าไปในพริบตา! พวกปีศาจหน้าตี่จนถึงสุดท้ายก็ยังไม่รู้เลยว่าข้าวของหายไปไหน! พ่อไม่รู้หรอกว่าแม่เก่งขนาดไหน”
พูดไปพลาง เธอก็เลียนแบบท่าขว้างหินไปด้วย เปียสะบัดพลิ้วไปมา
“น่าเสียดายอยู่อย่างเดียว อีกคันอยู่ใกล้เกินไป เลยเก็บไม่ได้” เธอทิ้งท้ายอย่างเสียดาย
เยว่หว่านชิงมองลูกสาวพลางยิ้ม เอ่ยตำหนิอย่างเอ็นดู “ค่อย ๆ พูดสิ” ทว่าน้ำเสียงกลับซ่อนรอยยิ้มไว้ไม่มิด
เหมียวเจ๋อหัวฟังแล้วตื่นเต้นจนยิ้มหน้าบาน กำลังจะซักถามรายละเอียดต่อ ก็เห็นเหมียวชูยกห่อฟอยล์ในมืออีกข้างขึ้นมา เขย่าเบา ๆ แล้วพูดว่า “พ่อ แล้วนี่ล่ะ หนูก็เจอบนรถเหมือนกัน ห่อแยกเป็นห่อ ๆ แถมยังห่อไว้อย่างแน่นหนาเลย”
เหมียวเจ๋อหัวรับห่อฟอยล์มา บีบเบา ๆ อย่างระมัดระวัง ก่อนยกเข้าไปใกล้จมูกแล้วดม คิ้วขมวดเข้าหากันเรื่อย ๆ “นี่...พ่อไม่แน่ใจ ดูเหมือนผงยา หรือว่าจะเป็นซัลฟานิลาไมด์?”
เขาเงยหน้าขึ้นพรวด ดวงตาเป็นประกาย “พอดีหมอกำลังพันแผลให้เด็กคนนั้นใหม่ พ่อไปถามก่อน!”
ยังไม่ทันสิ้นเสียง เขาก็กำห่อฟอยล์แล้ววิ่งไปทางห้องข้าง ๆ
เหมียวชูยังคงยกกระป๋องค้างไว้ ยืนอึ้งอยู่กับที่ครู่ใหญ่ ก่อนจะเบ้ปาก “พ่อนี่รีบร้อนเกินไปแล้ว หนูยังเล่าไม่จบเลย!”
“เจียวเจียว อย่าล้อพ่อสิ”
