“น้องเหมียว ขอคุยด้วยสักครู่” เจ้าสัวเหวียงกดเสียงต่ำ แขนที่โอบแขนเขาไว้กระชับแน่นขึ้นอีกหลายส่วน แล้วลากเขาไปยังลานหลังร้านขายข้าวโดยไม่เปิดโอกาสให้ปฏิเสธ
เจ้าสัวเหวียงหันกลับไปลงกลอนประตูลาน พอแน่ใจแล้วจึงค่อยถอนหายใจ สีหน้าอบอุ่นเป็นมิตรเลือนหายไป แทนที่ด้วยความเคร่งเครียด
“น้องเหมียว พี่ไม่ปิดบังแล้ว เด็กหนุ่มคนนั้นในคืนนั้นเป็นลูกชายของประธานสมาคมหวัง ลูกพี่ลูกน้องของพี่ ชื่อหวังจินอาน” เจ้าสัวเหวียงเหลือบมองออกไปนอกลาน พอแน่ใจว่าไม่มีใครแอบฟังจึงเอ่ยเสียงต่ำ
“พี่เป็นลูกพี่ลูกน้องห่าง ๆ ของประธานสมาคมหวัง เมื่อก่อนถ้าไม่ได้ลูกพี่ช่วยเหลือ ร้านขายข้าวของพี่คงเปิดไม่ได้หรอก คราวนี้ที่พี่มาตามหาคุณ ก็เพราะได้รับคำฝากจากลูกพี่ อยากขอให้คุณช่วยสักเรื่อง”
เหมียวเจ๋อหัวสะดุ้งไปทั้งตัว เป็นเรื่องของประธานสมาคมหวังจริง ๆ ด้วย! เขาขยับเข้าไปครึ่งก้าว “ประธานสมาคมหวังเขา...เกิดอะไรขึ้นหรือครับ”
“เมืองหลวงมณฑลรักษาไว้ไม่ไหวแล้ว ถูกปีศาจหน้าตี่ยึดไปตั้งแต่สามวันก่อน!” เสียงเจ้าสัวเหวียงสั่นเครือ
“พอปีศาจหน้าตี่เข้าเมืองก็เริ่มกักตุนข้าวอย่างบ้าคลั่ง บีบให้ลูกพี่ต้องออกหน้ากว้านซื้อข้าว บอกว่าจะขนไปเป็นเสบียงทหารที่แนวหน้า แต่ที่จริงจะกักตุนไว้เลี้ยงกองทัพของพวกมันเอง คุณก็รู้ว่าลูกพี่เป็นคนยังไง จะเอาข้าวให้ปีศาจหน้าตี่จริง ๆ ได้อย่างไร แต่ก็ขัดขืนตรง ๆ ไม่ได้ ถ้าเรื่องแดงขึ้นมา ไม่ใช่แค่ตัวท่านเอง คนในครอบครัว กระทั่งผู้คนในเมืองหลวงมณฑลก็ต้องพลอยเดือดร้อนไปด้วย”
เหมียวเจ๋อหัวนึกถึงจดหมายที่ได้รับระหว่างเดินทางขนข้าว ตอนนั้นอีกฝ่ายเขียนไว้ว่า ‘น้องเหมียว พี่เห็นคุณเล่นละครมาหลายฉากแล้ว คราวนี้พี่จะจัดละครฉากใหญ่ให้คุณ อีกเดี๋ยวจะมีคนพกจี้หยกรูปจันทร์เสี้ยวมาแสร้งเป็นโจรปล้นข้าวชุดนี้ไป คุณอย่าขัดขืน ยกให้พวกเขาไป พวกเขาจะส่งไปยังที่ที่ต้องการที่สุด’
