เสียง “ติ๊กแต๊ก” จากปุ่มเครื่องวิทยุกระจายเสียงเพิ่งหยุดลง นิ้วมือของเหมียวเจ๋อหัวก็พันเสาอากาศอย่างคล่องแคล่ว ลวดโลหะพลิกไหวอยู่ในฝ่ามือ ก่อนจะกลายเป็นวงกลมที่เรียบร้อยเป็นระเบียบ
เขาผลักประตูห้องโถงเปิดออก ลมเย็นชื้นจากลานบ้านพัดปะทะใบหน้า เหมียวชูที่กำชายเสื้อพลางมองไปรอบ ๆ รีบหันกลับมาทันที ความตึงเครียดในดวงตาค่อย ๆ คลายลงตามท่าทางของบิดา “เจียวเจียว เก็บได้แล้ว”
เหมียวชูถอนหายใจยาว ปลายนิ้วขยับเบา ๆ เครื่องวิทยุกระจายเสียงบนโต๊ะก็หายวับไปจากอากาศ
ตะวันยามเที่ยงเริ่มคล้อยไปทางตะวันตก ตอนนั้นเองเธอถึงได้กลิ่นไก่ย่างลอยมาจากห้องโถง ท้องร้อง “โครก” ขึ้นมาครั้งหนึ่ง หิวแล้ว
“เจียวเจียวกินข้าวก่อนนะ พ่อไปตามแม่มา”
เหมียวเจ๋อหัวตบหลังลูกสาวเบา ๆ สายตากวาดผ่านไก่ย่างบนโต๊ะที่ยังไม่มีใครแตะต้อง แล้วนึกถึงความเร่งด่วนตอนส่งข่าวเมื่อครู่ กระทั่งเวลาจะแทะเนื้อสักคำก็ยังไม่มี
เขาเพิ่งก้าวพ้นประตูลานบ้าน ก็เห็นเยว่หว่านชิงถือตะกร้าไม้ไผ่เดินกลับมา พอเห็นเหมียวเจ๋อหัวออกมาก็เร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้น
ทั้งสามคนนั่งล้อมโต๊ะปาเซียน เยว่หว่านชิงเพิ่งฉีกไก่ย่างเป็นชิ้นเล็ก ๆ เหมียวชูก็วางตะเกียบพลางขมวดคิ้ว “พ่อคะ แล้วหนูในกล่องนั่นจะทำยังไงดีคะ หนูเก็บไว้ใน ‘บ้านหลังใหญ่’ แล้วรู้สึกขนลุกไปหมด ตอนกลางคืนก็ไม่กล้าหลับสนิทเลย”
พอนึกถึงซากหนูสีเขียวคล้ำปนม่วงเหล่านั้น เธอก็อดขนลุกไม่ได้ มือเผลอยกขึ้นเกาแขนโดยไม่รู้ตัว
มือของเหมียวเจ๋อหัวที่กำลังคีบไก่ชะงักค้างกลางอากาศ เขาครุ่นคิดก่อนเอ่ยว่า “เอาไปฝังไว้ในที่เปลี่ยวแถบชานเมืองดีไหม ขุดหลุมให้ลึกหน่อย แล้วราดปูนขาวลงไป”
เยว่หว่านชิงพยักหน้าคล้อยตาม แต่เหมียวชูกลับส่ายหน้าแรง ๆ “ไม่ได้ค่ะ! ถ้าคนที่กำลังหิวโซขุดเจอเข้าล่ะคะ...”
ตอนอยู่ยุคปัจจุบัน เธอเคยอ่านเรื่องราวในยุคอดอยากมามาก แม้แต่เปลือกไม้ก็ยังเอามากินได้ ถ้ามีคนเก็บหนูพวกนี้ไปกินเข้า ไม่เท่ากับแพร่เชื้อโรคหรอกหรือ
