“เชิญค้นตามสบาย” ลู่ซานเย่กลับไปนั่งบนเก้าอี้ไท่ซือ ยกถ้วยชาขึ้นจิบอีกครั้งอย่างเชื่องช้า ราวกับทหารญี่ปุ่นตรงหน้าเป็นเพียงอากาศธาตุ
ยามาโมโตะ ทาเคโอะส่งเสียงฮึ่มในลำคอ แล้วโบกมือให้ลูกน้อง “ค้น! ค้นให้ละเอียด! ทุกห้อง ห้ามปล่อยผ่านแม้แต่ห้องเดียว!” ทหารญี่ปุ่นกว่าสิบนายแบ่งเป็นหลายกลุ่มทันที ชูปืนบุกเข้าไปในลานด้านใน เสียงฝีเท้าและเสียงเลื่อนเปิดปิดประตูดังขึ้นต่อเนื่อง สลับกับสายตาโกรธแค้นที่เหล่าลูกน้องแก๊งชิงพยายามข่มกลั้นไว้
ไม่นานนัก ก็มีเสียงดังสนั่นมาจากทางห้องปีกตะวันตก เป็นเสียงประตูไม้ถูกถีบเปิด ตามด้วยเสียงตะโกนของหัวหน้าหน่วยญี่ปุ่น “รายงานโชซะ! ห้องนี้มีห้องหนึ่งล็อกอยู่!”
ดวงตาของยามาโมโตะ ทาเคโอะเป็นประกาย เขาลุกพรวดขึ้นยืนแล้วเดินเร็ว ๆ ไปทางห้องปีกตะวันตก ส่วนลู่ซานเย่เดินตามไปอย่างไม่รีบร้อน
นั่นคือห้องที่ลู่จินอานพักรักษาบาดแผล กลอนประตูถูกขัดด้วยท่อนไม้หนา และยังมีกุญแจทองเหลืองคล้องอยู่
หัวหน้าหน่วยญี่ปุ่นกำลังยกปืนเล็งไปที่แม่กุญแจ พอเห็นยามาโมโตะเดินมา ก็รีบก้มคำนับ “โชซะ ห้องนี้ล็อกแน่นหนา ต้องมีพิรุธแน่!” ยามาโมโตะ ทาเคโอะเหลือบมองลู่ซานเย่ มุมปากยกเป็นรอยยิ้มได้ใจ “ลู่ซานเย่ ดูเหมือนข่าวของผมจะไม่ผิด”
“จะรีบร้อนไปทำไม?” ลู่ซานเย่เอ่ยเสียงเรียบ “นี่ก็แค่ห้อง...” เขายังพูดไม่ทันจบ หัวหน้าหน่วยญี่ปุ่นก็ถีบประตูเข้าให้ดัง “โครม!” ประตูไม้เปิดออกตามแรง เศษไม้กระเด็นว่อน
ทหารญี่ปุ่นกว่าสิบนายชูปืนบุกเข้าไปทันที ปากกระบอกปืนกวาดไปทั่วห้อง ผ้าห่มบนเตียงพับไว้อย่างเรียบร้อย ภายในห้องไม่มีใครอยู่แม้แต่คนเดียว แม้แต่ตู้ที่พอใช้ซ่อนตัวได้ก็ถูกรื้อค้นจนหมดจด
หัวหน้าหน่วยหน้าซีดเผือด รีบก้มลงตรวจใต้เตียง จากนั้นยังเคาะผนังดูอีกสองสามที ก่อนจะหันกลับมาอย่างหมดอาลัย “โชซะ...ไม่มีใครครับ!”
