ขุดลงไปได้ราว 10 เมตร ศีรษะของเหมียวชูก็เริ่มปวดแปลบประหนึ่งถูกเข็มทิ่ม ความเจ็บแหลมคมแผ่จากขมับไปทั่วทั้งศีรษะ เบื้องหน้าถึงกับมีประกายสีทองพร่างพราย
เธอจำต้องหยุดพัก พิงผนังดินของหลุมที่เพิ่งขุดขึ้นมาแล้วหอบหายใจ
ดูท่าความสามารถที่เหนือกว่าคนทั่วไปนี้จะใช้มากเกินไปไม่ได้จริง ๆ เรื่องที่ครั้งก่อนใช้พลังเคลื่อนย้ายฉับพลันจนเลือดกำเดาไหลยังติดอยู่ในความทรงจำของเธอไม่รู้ลืม
พอดีกับที่เยว่หว่านชิงร้องเรียกจากด้านนอกว่า “เจียวเจียว ออกมาได้แล้ว ดึกมากแล้วนะ”
“ได้จ้ะแม่” เหมียวชูไม่ดื้อดึง คลานออกมาจากปากหลุมแคบ ๆ อย่างว่าง่าย
เสื้อผ้าและมือทั้งสองข้างของเธอเปื้อนดิน เยว่หว่านชิงเห็นดังนั้นก็รีบใช้ผ้าเช็ดหน้าเช็ดให้
“ลูกไปนอนก่อนนะ แม่ไปแล้ว” เยว่หว่านชิงได้ยินเสียงกลอนประตูในลานขยับ จึงรู้ว่าต้าย่งคงคุยกับเหมียวเจ๋อหัวเสร็จแล้ว และกำลังเดินมาทางนี้
“จ้ะแม่” เหมียวชูไม่อยากพูด พลังจิตที่ใช้ขุดหลุมนั้นกลับเหนื่อยยิ่งกว่าการออกแรงเสียอีก
เธอนอนลงบนเตียง หลับตา แล้วปล่อยจิตดำดิ่งลงสู่มิติพื้นที่วิเศษ
ภายในมิติพื้นที่วิเศษ เครื่องทองและอัญมณีเปล่งประกายเรืองรองอยู่ในความมืด มีเพียงกองดินกับก้อนหินมหึมาที่เพิ่งขุดขึ้นมาเท่านั้นซึ่งวางกองอยู่อีกมุมอย่างขัดหูขัดตา
ในเวลาเดียวกัน ห้องจัดเลี้ยงของบ้านซวยเชิงสว่างไสวด้วยแสงไฟ เสียงหัวเราะพูดคุยดังก้องท่ามกลางแขกที่ยกแก้วชนกัน
แขกเหรื่อแต่งกายภูมิฐาน ถือแก้วเหล้าเดินไปมาทักทายกัน บ้างพูดคุยถึงแนวโน้มการค้าหลังสงคราม บ้างเอ่ยชมอาหารเลิศรสในบ้านซวยเชิง ไม่มีใครสังเกตว่ารอยยิ้มบนใบหน้าของซวยเชิงที่นั่งอยู่ตำแหน่งประธานเลี้ยงพลันแข็งค้าง หลังรับกระดาษแผ่นหนึ่งจากพ่อบ้าน
ซวยเชิงกำกระดาษไว้ในฝ่ามืออย่างแนบเนียน ปลายนิ้วบีบจนกระดาษยับย่น
