หยางเฉิงสบตากับเขา นอกจากความโกรธที่เงินหายไปแล้ว ยังเห็นความตื่นเต้นยามจับเหยื่อได้อีกด้วย
พวกกะลาสีรวมกลุ่มกันเป็นระบบเกินไป เธอเพิ่งขโมยเงินมาได้ไม่ถึงครึ่งวัน พวกเขาก็ระบุตำแหน่งที่ซ่อนตัวของเธอได้แล้ว
ท่าเรือคงมีองค์กรใต้ดินคล้ายแก๊งอันธพาลอยู่ และไม่แน่ว่าเธออาจไปล่วงเกินสมาชิกของพวกมันเข้า
พวกอันธพาลที่กำลังเดือดดาลน่ากลัวกว่ายามลาดตระเวนตามถนนมาก โดยเฉพาะในโรงเตี๊ยมแคบ ๆ แห่งนี้ พวกเขาจะทำอะไรก็ได้โดยไม่มีใครขัดขวาง
คิดดูแล้ว สู้ถูกยามจับยังจะดีกว่า
ต่อให้ต้องติดคุกหลายเดือน ก็ยังดีกว่าถูกคนมากมายล้อมไว้ตอนนี้
ชายที่อยู่ตรงหน้าเสยผมยุ่งเหยิงบนหน้าผากของหยางเฉิง เผยให้เห็นใบหน้าของเธอใต้แสงตะเกียงน้ำมันก๊าด
แสงสลัว แต่ก็พอให้ทุกคนมองเห็นชัด
ภายในห้องเงียบไปชั่วขณะ ก่อนจะมีเสียงหัวเราะดังขึ้น
เสียงหัวเราะนั้นทำให้หยางเฉิงหนาววาบไปทั้งแผ่นหลัง เธอเคยได้ยินเสียงแบบนี้มาก่อน เมื่อวานตอนถูกชายคนหนึ่งกระชากไว้ในตรอก อีกฝ่ายก็หัวเราะเช่นนี้
ตอนนั้นเธอแค่โกรธ แต่ตอนนี้เธอกลัวจริง ๆ
“ยัยเด็กนี่ขโมยเงินพวกเราไปตั้งมากมาย อย่างน้อยก็ต้องสั่งสอนกันสักหน่อย” กะลาสีที่เป็นหัวหน้าพูดด้วยน้ำเสียงราวกับกำลังคุยกันว่าจะกินอะไรคืนนี้
กะลาสีที่ยืนข้าง ๆ รับคำ “สั่งสอนก็สั่งสอน แต่อย่าทำให้หน้าเสียโฉมล่ะ”
ท้องของหยางเฉิงบีบรัดอย่างรุนแรง
มือทั้งสองข้างถูกบิดไพล่หลัง เข่าถูกกดไว้จนทั้งร่างนอนคว่ำขยับไม่ได้ แต่ที่จริงเธอยังมีไพ่ตายอีกใบ
ม้วนคาถา
【เชื้อโรคระบาด】ต้องสัมผัสผิวหนังของเป้าหมาย มือเท้าของเธอถูกจับไว้แน่น ฝ่ามือหยาบกร้านเหล่านั้นแนบลงบนผิวเธอโดยตรง
ตอนนี้เป็นจังหวะร่ายเวทที่เหมาะที่สุด
แต่เธอกลับลังเล ความคิดบ้าบออย่างหนึ่งติดค้างอยู่ในหัว เพราะคนที่เริ่มขโมยของก่อนก็คือตัวเธอเอง แม้คนพวกนี้จะป่าเถื่อน แต่เรื่องทั้งหมดก็มีต้นสายปลายเหตุ
ถ้าเวทนี้สร้างความเสียหายเกินกว่าที่เธอคาดไว้จะทำอย่างไร?
หากพวกเขาตายขึ้นมาจริง ๆ ตามความรู้พื้นฐานเท่าที่หยางเฉิงจำได้ เธอคงหลอกตัวเองไม่ได้ว่านั่นเป็นการป้องกันตัวโดยชอบธรรม
แต่ยอมจำนนโดยไม่สู้ก็ไม่ได้เหมือนกัน ใครจะรู้ว่าอีกไม่กี่นาทีข้างหน้าจะเกิดอะไรขึ้น
หยางเฉิงกัดฟันแน่น แล้วตัดสินใจ
“บ้าเอ๊ย นี่มันอะไร?”
กะลาสีคนหนึ่งสังเกตเห็นรอยแดงบนไหล่ของหยางเฉิง จึงกระชากแขนเสื้อของเธอขึ้น
ร่องรอยแผลพุพองติดเชื้อเป็นบริเวณกว้างเผยออกมาใต้แสงไฟ
ผิวของเด็กสาวเต็มไปด้วยแผลเป็น แผลเก่าซ้อนทับแผลใหม่ สะท้อนสีชวนคลื่นไส้ใต้แสงตะเกียงน้ำมันก๊าด แผลพุพองเหล่านั้นมีสีแดงคล้ำ ขอบแผลเน่าเปื่อย ตัดกับผิวขาวผ่องอย่างเด่นชัด
กะลาสีที่จับตัวเธอชักมือกลับราวกับถูกลวก คนอื่น ๆ พลอยปล่อยมือ แล้วถอยหลังพร้อมกันหนึ่งก้าว
ในห้องกลับมาเงียบสงัด
กะลาสีทั้งหลายจ้องมองแผลบนไหล่ของเธอ แววตาเต็มไปด้วยความหวาดกลัว
ที่นี่เป็นเมืองท่า การแพทย์ยังไม่เจริญ อีกทั้งผู้คนก็พลุกพล่าน หากติดโรคระบาดขึ้นมา ไม่มีใครแบกรับผลที่ตามมาไหว
หยางเฉิงยังคงนอนคว่ำอยู่ที่เดิม เธอชี้ไปยังตู้ข้างเตียงด้วยนิ้ว น้ำเสียงแหบแห้งอ่อนแรง แทบต้องใช้เรี่ยวแรงทั้งหมดที่มี
“เงินที่ขโมยมาวางอยู่ตรงนั้น ฉันแค่อยากเอาไปรักษาตัว”
เธอได้แต่หวังว่าพวกกะลาสีจะเห็นแก่โรคระบาด แล้วรีบเอาเงินไปจากที่นี่
พวกกะลาสีสบตากัน แววตายังคงเย็นชา แต่ชั่วขณะหนึ่งพวกเขาก็ตกอยู่ในภาวะลังเลจริง ๆ
เมื่อต้องเผชิญหน้ากับเด็กหญิงตัวเล็ก ๆ ที่ป่วยหนักแล้วยังขโมยเงิน พวกเขาก็ลำบากใจอยู่บ้าง
ทันใดนั้น เจ้าของโรงเตี๊ยมก็พรวดพราดเข้ามาในห้อง เขายกตะเกียงขึ้นด้วยมือข้างหนึ่ง แล้วก้าวยาว ๆ ตรงมาหาหยางเฉิง
หยางเฉิงมองตะเกียง ดวงตาหดเล็กลงฉับพลัน เธออยากถอยหนี แต่มีคนจับไหล่เธอไว้ทันทีและกดตรึงไม่ให้ขยับ
เธอมองเห็นน้ำมันร้อนระอุที่ไหลอยู่ในตะเกียง รวมถึงท่าทางที่เจ้าของโรงเตี๊ยมถอดครอบตะเกียงออก
น้ำมันตะเกียงร้อนจัดไหลทะลักจากตะเกียง ราดลงบนร่างเธอ ความเจ็บปวดระเบิดขึ้นในพริบตา
ราวกับลาวาซึมผ่านผิวหนัง ไหลเข้าไปเผาไหม้ถึงกระดูก
เสียงกรีดร้องอย่างเจ็บปวดแสนสาหัสดังออกจากลำคอของเธอ เสียงนั้นแปลกหูจนน่ากลัว ราวกับเสียงสัตว์กำลังโหยหวน
น้ำมันยังคงไหลลงมา ลัดเลาะไปตามแผ่นหลังจนถึงต้นขา ทุกหยดราวกับเหล็กร้อนประทับลงบนผิว
เธอได้กลิ่นเนื้อไหม้เกรียม
พวกกะลาสีมองเธอที่ขดตัวอยู่บนพื้นโดยไม่แสดงสีหน้า เจ้าของโรงเตี๊ยมก้มลงเปิดตู้ คว้าถุงเงินทั้งหมดที่อยู่ข้างในออกมา ชั่งน้ำหนักดู แล้วแบ่งให้พวกกะลาสี
กะลาสีเป็นลูกค้าหลักของเจ้าของโรงเตี๊ยม เขาย่อมไม่อยากให้โรงเตี๊ยมมีชื่อเสีย ส่วนเด็กเวรอย่างหยางเฉิงที่นำปัญหามาให้ เขาก็ไม่คิดจะปรานีแม้แต่น้อย
ในที่สุดฝูงชนก็แยกย้ายกันไป ทิ้งหยางเฉิงไว้บนพื้นโคลนอีกครั้ง
ถนนหลังฝนตกหนาวเย็นจนเสียดกระดูก น้ำโคลนซึมทะลุกระโปรงผ้าป่านของเธอ เข้าไปในแผลไฟไหม้ ปนเปื้อนเลือดและคราบน้ำมัน
ใบหน้าแนบอยู่กับพื้นเปียกเย็น ทุกครั้งที่หายใจ ความเจ็บปวดก็แล่นไปทั่วร่าง
ไข้สูงจากโรคระบาดทำให้เธอสั่นไปทั้งตัว ส่วนแผลไฟไหม้ก็เปลี่ยนทุกการสั่นไหวให้กลายเป็นการทรมาน ร่างสั่นกระทบแผล แผลยิ่งทำให้สั่นหนักขึ้น ไม่มีทางสงบลงได้แม้แต่น้อย
หลังจากร้อนระอุจนแทบทนไม่ไหว เธอกลับรู้สึกหนาวจัดไปทั้งตัว ราวกับความอบอุ่นกำลังถูกพรากไป พื้นเปียกชื้นเย็นยิ่งกว่าแท่งเหล็ก
เธอนอนคว่ำอยู่ในน้ำโคลน มือกำเส้นผมของตัวเองไว้ สีหน้าเต็มไปด้วยความเสียใจอย่างยิ่ง
ฉันกำลังทำบ้าอะไรอยู่กันแน่
ลังเลไม่เด็ดขาด คิดไม่รอบคอบ เพราะความรู้สึกผิดชอบชั่วดีที่โผล่มาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย จึงต้องมารับผลกรรมด้วยตัวเอง
ทั้งที่ร่ายเวทได้ทันทีแท้ ๆ กลับเลือกวิธีที่ทำให้ตัวเองสบายใจ ผลก็คือตอนถูกน้ำมันตะเกียงราดลงมา เธอไม่มีแม้แต่แรงจะดิ้นรน
ทุกข์ทรมานมาขนาดนี้แล้ว มันมีความหมายอะไรไหม?
เธอรู้สึกว่าตัวเองคงกำลังจะตายจริง ๆ น้ำฝนดึงความอบอุ่นจากร่างไปอย่างรวดเร็ว สติสัมปชัญญะถูกทรมานทั้งจากความแสบร้อนและโรคระบาด สถานการณ์เลวร้ายกว่าชีวิตก่อนเสียอีก
ใช้พลังพิเศษอีกครั้งเถอะ
ด้วยสัญญาแยกร่าง เธอยังมีโอกาสเริ่มต้นใหม่ เปลี่ยนไปอยู่ในร่างใหม่
แต่...
จำเป็นต้องทำอย่างนั้นจริงหรือ?
โลกนี้ไม่ได้งดงามเหมือนในจินตนาการเลย ไม่มีการพบพานโชคชะตา ไม่มีการผจญภัย ไม่มีมหากาพย์ยิ่งใหญ่ให้เริ่มต้น
คนชั้นล่างในสถานที่บัดซบนี่ไม่มีแม้แต่ข้าวจะกิน ผู้คนเย็นชาใส่กันเหลือเกิน ระดับความน่าอยู่พอ ๆ กับป่าดงดิบ
เธอใช้ม้วนสัญญาอาชีพเฮงซวยนั่นยังไม่เป็นด้วยซ้ำ ราวกับคนโง่ที่เอาแต่เผชิญความทุกข์ในดินแดนแปลกหน้าแห่งนี้
ไม่ถึงหนึ่งสัปดาห์ ก็ต้องตายถึงสองครั้ง
ฝีมือแค่นี้ ยังจะไปต่อจริง ๆ หรือ?
ปล่อยให้ตัวเธออีกคนคลานต่อไปในโคลนนี้ อดทนกับความหิวโหย ความเจ็บป่วย และการถูกรังแกต่อไปอย่างนั้นหรือ?
เสียงฝนหยดดังเปาะแปะ นิ้วมือที่กำเส้นผมของเธอไว้ค่อย ๆ คลายออก
หยางเฉิงรู้สึกเหนื่อยล้าอย่างบอกไม่ถูก
แม้เธอจะจัดการทุกอย่างได้เละเทะ แต่ก็พยายามอย่างเต็มที่แล้วจริง ๆ
ไปท่าเรือเพื่อขนของ ไปขโมยเงิน ถึงขั้นใช้เชื้อโรคระบาดกับตัวเองเพื่อขู่ให้คนที่คิดทำร้ายถอยไป
เธอไม่มีประสบการณ์เอาตัวรอดบนถนนแม้แต่น้อย ไม่เคยพบใครสักคนที่ยินดีช่วยเหลือ และก็ไม่ใช่อัจฉริยะที่ปรับตัวเก่งอะไรทั้งนั้น
สิ่งที่เธอทำได้มีไม่มาก ทำได้เพียงพยายามอย่างเต็มที่เพื่อให้ดีที่สุด
ยอมแพ้ไม่ได้
เธอปลุกใช้ทักษะลักทรัพย์ได้จนชำนาญแล้ว และเมื่อครู่นี้ก็ร่ายเชื้อโรคระบาดสำเร็จไปครั้งหนึ่ง
สัญญาอาชีพทั้งสองใบถูกปลุกใช้แล้ว ต่อให้เธอเป็นคนไร้ความสามารถ ก็ยังไม่ถึงขั้นหมดทางเยียวยา
ด้วยสัญญาแยกร่าง เธอยังลองผิดลองถูกต่อไปได้เสมอ
เด็กหญิงใช้ปลายนิ้วจิกพื้นโคลนแน่นสุดแรง แล้วลากร่างตัวเองไปยังมุมกำแพง
ในจังหวะที่เธอพยายามใช้พรสวรรค์อีกครั้ง แสงตะเกียงดวงหนึ่งก็ส่องมายังเธอ
แสงสีเหลืองสลัวแผ่กระจายท่ามกลางม่านฝน ทำให้ภาพตรงหน้าพร่ามัว
เธอหรี่ตามอง เห็นเงาร่างของหญิงในชุดแม่ชีคุกเข่าอยู่ตรงหน้า
“พระเจ้าช่วย เด็กน้อย เจ้าไปเจออะไรมากัน?”
ริมฝีปากของหยางเฉิงขยับเล็กน้อย
สติของเธอเริ่มพร่าเลือน เธอรู้สึกว่ามีใครบางคนประคองท้ายทอย แล้วยกศีรษะของเธอขึ้นจากน้ำโคลน
“อดทนไว้นะ ข้าจะพาเจ้าไปรักษาเดี๋ยวนี้”
