เพียะ!
ฝ่ามือฟาดลงบนใบหน้าของหยางเฉิงอย่างแรง เสียงดังสนั่น ความแสบร้อนพลันปะทุขึ้นในชั่วพริบตา หูของเธออื้ออึง ดวงดาวพร่างพราวอยู่ตรงหน้า
ร่างเล็กบอบบางราวกิ่งไม้หักโค่น ล้มลงไปทางพื้นดินอย่างไม่อาจต้านทาน
แต่เธอยังไม่ทันได้ร้องออกมา ก็ถูกแรงมหาศาลบิดข้อมืออย่างหยาบคาย ก่อนจะถูกกดลงกับพื้นโคลนดังตุบ
เจ้าของร้านหญิงกดเธอไว้ได้อย่างง่ายดาย ราวกับกดแมวจรจัดตัวหนึ่ง
“ฉันไม่ได้กินอะไรมาหลายวันแล้ว” เธอดิ้นรนแก้ตัว น้ำตาเอ่อคลอด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจ
หยางเฉิงไม่ได้เสแสร้ง เธอรู้สึกน้อยใจจริง ๆ ตัวเองเคยอดตายมาแล้วครั้งหนึ่ง ตอนนี้ก็แค่อยากขโมยผลไม้ป่ามากินสักนิด
มือของเด็กตัวเล็ก ๆ จะซ่อนผลไม้ได้สักกี่ลูกกัน ถึงต้องถูกปฏิบัติอย่างป่าเถื่อนถึงเพียงนี้
เสียงของเธออู้อี้เพราะความเจ็บปวดและบวมช้ำ แต่เมื่อเทียบกับความเจ็บแสบและความหวาดกลัวแล้ว ความรู้สึกที่รุนแรงที่สุดในตอนนี้กลับเป็นความอัปยศอดสู
“ไม่ได้กินข้าวมาหลายวันงั้นรึ?” เจ้าของร้านหญิงหัวเราะเยาะ พลางก้มลง ใบหน้าเปี่ยมโทสะยื่นเข้ามาใกล้ “ไม่ได้กินข้าวมาหลายวัน แต่ยังมีแรงขโมยของ มือไวเสียจริงนะ นังเด็กเหลือขอ!”
“ถ้าไม่ขโมย แล้วจะให้ฉันอดตายอยู่ข้างถนนหรือไง?”
“งั้นก็อดตายไปก่อนสิ!”
เจ้าของร้านหญิงยืดตัวขึ้น แล้วคว้าถังไม้ใบหนึ่งจากหลังแผงขายของ ในนั้นมีน้ำสกปรกสีดำขุ่น เศษใบไม้เน่าและสิ่งปฏิกูลลอยอยู่
เธอไม่ลังเลแม้แต่น้อย ยกถังขึ้นสูงแล้วสาดโครมลงใส่หยางเฉิงที่ยังลุกไม่ขึ้น น้ำหกใส่ตั้งแต่หัวจรดเท้า!
“กรี๊ด!”
หยางเฉิงกรีดร้องเป็นครั้งแรกด้วยเสียงแหลมแบบเด็กหญิงตัวเล็ก ๆ ของเหลวเย็นเฉียบซึมทะลุชุดผ้าป่านในพริบตา เปียกชุ่มเส้นผมและแก้ม กลิ่นเหม็นคลุ้งย้อนเข้าจมูกและปาก
เธอไออย่างรุนแรง ท้องไส้ปั่นป่วน น้ำสกปรกไหลลงมาตามลำคอซึมเข้าเสื้อผ้า ความหนาวเย็นแทรกซึมไปถึงกระดูก
“ถุย!” เจ้าของร้านหญิงถ่มน้ำลายใส่พื้น โยนถังเปล่าไปด้านข้าง แล้วชี้หน้าด่า “ไสหัวไปให้ไกล ได้ยินไหม?!”
หยางเฉิงขดตัวอยู่บนพื้น เปียกโชกไปทั้งร่าง สั่นเทาห้ามไม่อยู่
ผ่านไปครู่ใหญ่ เธอจึงใช้แขนยันตัวเองลุกขึ้นอย่างทุลักทุเล
หยางเฉิงก้มหน้า ไม่กล้ามองสายตาคนรอบข้าง ไม่ว่าจะเป็นความเวทนาหรือการเยาะเย้ยก็ทำให้เธออับอาย เธอจึงเดินโซเซหนีออกจากตลาดไปเช่นนั้น
เด็กหญิงตัวน้อยยากจะบรรยายความรู้สึกในใจ นี่เป็นครั้งแรกที่เธอถูกปฏิบัติอย่างเย็นชาและไร้ความปรานีถึงเพียงนี้
การขโมยของครั้งนี้ เธอยอมรับว่ามีความหวังลม ๆ แล้ง ๆ อยู่บ้าง แต่ไม่คิดเลยว่าหญิงวัยกลางคนคนนั้นจะใจร้ายถึงขนาดนี้
แน่นอนล่ะ เจ้าของร้านเฮงซวยนั่นไม่รู้หรอกว่าเธอไม่มีญาติพี่น้อง และไม่รู้ด้วยว่าเธอไม่ได้กินอะไรมาหลายวันแล้วจริง ๆ
บางทีอีกฝ่ายเองก็มีชีวิตอดอยากข้นแค้น จึงไม่มีเรี่ยวแรงเหลือพอจะเห็นอกเห็นใจใคร
แต่จะโทษฉันได้ยังไงกัน จู่ ๆ ก็ถูกโยนมาอยู่ในที่บ้า ๆ นี่ ไม่รู้จักใครหรืออะไรเลย แค่อยากหาอะไรกินสักคำยังยากขนาดนี้ ยิ่งคิดหยางเฉิงก็ยิ่งรู้สึกน้อยใจ น้ำตาจวนจะร่วงลงมาอีกครั้ง
จู่ ๆ เธอก็ชะงักฝีเท้า เงยหน้าขึ้นแล้วขยี้ตา
หยางเฉิงตระหนักได้ว่าอารมณ์ของตัวเองในตอนนี้ผิดปกติ ความน้อยเนื้อต่ำใจสารพัดอย่างพันกันยุ่งเหยิง ราวกับเธอเป็นเด็กหญิงตัวน้อยจริง ๆ
เธอหันข้าง มองเงาสะท้อนบนหน้าต่างกระจกสีดำ เด็กหญิงในกระจกมองกลับมาด้วยแววตาสับสน ราวกับกำลังขอความช่วยเหลือจากหยางเฉิงตัวจริง
ใจเย็นไว้ ใจเย็นไว้ ต้องคิดหาทางแก้ปัญหาแล้ว หยางเฉิงสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ในที่สุดก็ปรับอารมณ์ให้เข้าที่ได้
ขณะนั้นเอง มือข้างหนึ่งก็ตบลงบนไหล่เธอเบา ๆ
ชายคนหนึ่งยืนอยู่ตรงหน้า เสื้อผ้าของเขาไม่ถึงกับหรูหราแต่ก็สะอาดเรียบร้อย บนใบหน้ามีรอยยิ้มที่ปนเปทั้งความสงสารและนัยบางอย่างอันชวนให้รู้สึกขยะแขยง
สายตาของเขากวาดผ่านเส้นผมเปียกโชก ใบหน้าซีดเซียว และเรือนร่างที่เห็นเค้าโครงชัดขึ้นเพราะเสื้อผ้าเปียกของหยางเฉิง
เด็กสาวที่อดอยากพบเห็นได้ทั่วไปตามท่าเรือ แต่เด็กที่สะอาดสะอ้านผุดผ่องเช่นนี้กลับหาได้ยากอยู่สักหน่อย
“แม่หนูน้อย” เขาจงใจปรับเสียงให้อ่อนโยน “ดูเหมือนเจ้าจะเจอเรื่องลำบากมามาก อยู่คนเดียวแบบนี้น่าสงสารแย่ ไปกับข้าสิ ข้าจะพาไปพักที่แห่งหนึ่ง แถมยังได้อาบน้ำร้อนด้วย”
หยางเฉิงนิ่งงันไปชั่วขณะ จำต้องยอมรับความจริงว่าตัวเองกำลังถูกคุกคาม ถึงจะสูดหายใจลึก ๆ ก็ยังปรับอารมณ์ให้ดีขึ้นไม่ได้
ไม่นับวิญญาณข้างใน ตอนนี้ตัวเองก็นับว่ายังไม่บรรลุนิติภาวะสินะ
หยางเฉิงรู้สึกรังเกียจคำพูดเช่นนี้ที่พูดกับผู้เยาว์ ทั้งทางร่างกายและจิตใจ
ชายคนนั้นยังเลียริมฝีปาก เขาไม่ได้มีเจตนาดีอยากช่วยเหลือเธอแน่
“ไม่ต้องการ” เด็กหญิงพยายามสะบัดมือเขาออก แล้วออกแรงลุกขึ้นจากพื้น
แต่ชายคนนั้นกลับจับข้อมือเธอไว้แน่น แรงของเขามากเสียจนหยางเฉิงสะบัดไม่หลุด
“อย่าเพิ่งรีบไปสิ ข้ามีเจตนาดี” เขาขยับเข้ามาใกล้อีก หยางเฉิงมองเห็นรอยย่นและหลุมบนแก้มของเขา ซึ่งบิดเบี้ยวไปพร้อมกับรอยยิ้ม
ความรังเกียจยิ่งทวีขึ้น หยางเฉิงกระชากมือกลับแล้วถอยไปหนึ่งก้าว ก่อนกวาดตามองไปรอบ ๆ ยามนี้ยังเป็นเวลากลางวัน ผู้คนบนถนนแม้ไม่พลุกพล่าน แต่ก็มีอยู่ไม่น้อย
เธอสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ไม่ปิดบังความดูแคลนอีกต่อไป “ชอบเลือกเล่นงานเด็กผู้หญิงตัวเล็ก ๆ แบบนี้ เพราะไอ้ของในกางเกงแกทำให้คู่รักปกติพอใจไม่ได้หรือไง?”
เสียงของเธอดังมาก จนคนที่เดินผ่านไปมาหันมามอง
รอยยิ้มของชายคนนั้นแข็งค้าง ก่อนที่เขาจะเบิกตากว้างด้วยความอับอายและโกรธเกรี้ยว
“นังเด็กเหลือขอ!” เขากดเสียงต่ำ สาปแช่งอย่างอำมหิต “ไม่รู้จักเจียมตัว! รอให้แกหิวจนเป็นหมาข้างถนนนอนแผ่อยู่กับพื้นก่อนเถอะ แล้วค่อยมาดูว่าปากยังเก่งแบบนี้อยู่ไหม”
เขาถ่มน้ำลายลงพื้น แล้วหันหลังเดินจากไปพร้อมสบถด่าพึมพำ
หยางเฉิงยืนอยู่กับที่จนชายคนนั้นลับตาไป จึงค่อย ๆ ผ่อนลมหายใจออก ไหล่ที่เกร็งแน่นคลายลงเล็กน้อย ทว่าแววตากลับเหนื่อยล้ายิ่งกว่าเดิม
“อดตายก็อดตายสิ” เธอคิดในใจอย่างเฉยชา “พูดเหมือนใครไม่เคยอดตายอย่างนั้นแหละ”
ทั้งถูกจับได้ตอนขโมยของ แล้วยังถูกคุกคามกลางถนน หยางเฉิงอารมณ์เสียอย่างมาก
จากนั้นเธอก็ก้มหน้าลง คลี่มือซ้ายที่กำแน่นมาตลอดออก กระเป๋าสตางค์หนังใบหนึ่งซึ่งดูเก่าอยู่บ้างนอนอยู่กลางฝ่ามือ
ยังดีที่ถุงเงินหนักอึ้งใบนี้ช่วยบรรเทาความรู้สึกแย่ ๆ ลงไปได้ไม่น้อย
ขณะเดียวกัน มือขวาของเธอก็ล้วงเข้าไปในแขนเสื้อที่เปียกชุ่ม ปลายนิ้วแตะถูกลูกกลมเล็ก ๆ ที่แข็งและเรียบ เธอค่อย ๆ หยิบมันออกมา ผลไม้ป่าสีแดงคล้ำลูกหนึ่ง เป็นของจากแผงเมื่อครู่นี้เอง
ในชั่วขณะที่เจ้าของร้านหญิงตบหน้าและกดเธอลงกับพื้นอย่างชุลมุน เธอรวบรวมแรงเฮือกสุดท้าย กำผลไม้ลูกนี้ที่เดิมทีวางคืนไว้แน่นไม่ยอมปล่อย
เพราะผลไม้ลูกนี้ ในที่สุดเธอก็เปิดใช้งานพันธสัญญาโจรได้สำเร็จ เมื่อมีความชำนาญติดตัวแล้ว ตอนถูกชายคนนั้นตอแย เธอก็ฉวยโอกาสล้วงกระเป๋าสตางค์มาได้อีกใบ
มือซ้ายของหยางเฉิงดูเหมือนห้อยอยู่ข้างกายอย่างไร้เรี่ยวแรง แต่แท้จริงแล้วค่อย ๆ ขยับเข้าใกล้กระเป๋าเสื้อคลุมของอีกฝ่ายอย่างเงียบเชียบ
ข้อนิ้วของเธองอเล็กน้อย สอดเข้าไปตรงขอบกระเป๋าด้วยมุมที่แคบที่สุด แล้วปัดผ่านผ้าซับในเบา ๆ จนสัมผัสได้ถึงรูปทรงของถุงหนังใบนั้นทันที
เธอใช้ทั้งนิ้วนางและนิ้วก้อยหนีบขอบกระเป๋าสตางค์ไว้ จากนั้นก็พยายามสะบัดตัวให้หลุดจากชายคนนั้น อาศัยจังหวะออกแรงดึงมันออกมาด้วย
ตอนกระเป๋าสตางค์เลื่อนเข้ามาอยู่ในฝ่ามือ เธอยังจงใจเซไปหนึ่งก้าว
จากนั้นก็รีบยั่วโมโหอีกฝ่ายด้วยคำพูด ทำให้เขาไม่ทันสังเกตว่าน้ำหนักในกระเป๋าเสื้อเปลี่ยนไป
กระเป๋าสตางค์จึงเลื่อนเข้ามาอยู่ในมือของหยางเฉิงอย่างแนบเนียน
พร้อมกับรางวัลจากการเปิดใช้งานพันธสัญญา หยางเฉิงรู้สึกได้อย่างชัดเจนว่าตัวเองมีความชำนาญด้านการลักขโมยเพิ่มขึ้น นิ้วมือคล่องแคล่วกว่าเดิมมาก
หากก่อนหน้านี้เธอยังลังเลใจเรื่องการขโมยอยู่บ้างเพราะจริยธรรม หลังได้เจอกับความรุนแรงอย่างโจ่งแจ้ง ความลังเลเพียงน้อยนิดนั้นก็อันตรธานไปจนหมด
