ยังดีที่อยู่ในห้องเรียนด้วยกัน ยังไม่มีใครทำให้เป็นเรื่องราวใหญ่โต
ไม่อย่างนั้นก็คงต้องสู้กันสักตั้ง
หวังเถิงที่โรงเรียนปกติแล้วจะเป็นคนที่ทำให้เรื่องน้อยที่สุดเท่าที่จะน้อยได้ หลัก ๆ ก็เพื่อไม่ให้พ่อต้องมารับมือกับปัญหามากเกินไป แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเขาเป็นคนขลาด ถึงเวลาก็ต้องออกโรงอยู่ดี
ทันใดนั้น
เสียงออดเข้าชั้นเรียนก็ดังขึ้น
หยางหลิ่วเดินเข้ามา ห้องเรียนก็กลับสู่ความเงียบสงบอีกครั้ง
ใช่แล้ว หยางหลิ่วยังคงเป็นอาจารย์ประจำชั้นของห้องเรียนสายบู๊ เธอเป็นนักบู๊มาตลอด เป็นนักบู๊ขั้นสอง
การที่นักบู๊ขั้นสองมาเป็นครูสอนระดับมัธยมปลายไม่ใช่เรื่องแปลก
เพราะยังไงเสีย นักเรียนมัธยมปลายส่วนใหญ่ก็ฝึกปรือจนถึงระดับนักบู๊ขั้นหนึ่งอย่างมากที่สุด
ความสามารถของพวกเธอมีมากพออยู่แล้ว
หากต้องการครูที่มีฝีมือแข็งแกร่งกว่าก็ต้องเข้ามหาวิทยาลัยยุทธ์เท่านั้น
เธอไม่ได้พูดจาไร้สาระเลยสักคำ เข้าเรื่องตรงประเด็น
“เอาล่ะ ตอนนี้นักเรียนจากห้องห้าเดิมกับห้องหกเดิมก็ได้มาอยู่ด้วยกันหมดแล้ว”
“นับจากนี้ไป พวกเราก็คือห้องสายบู๊สามหกของชั้นมัธยมปลายปีสาม เป็นหนึ่งเดียวกัน”
“ฉันหวังว่าใน 100 วันจากนี้ พวกเราจะสามัคคีปรองดอง เป็นมิตรต่อกันไปจนถึงสอบบู๊ครั้งสุดท้าย”
“ครั้งนี้ นักเรียนมัธยมปลายปีสามของเมืองฐานทัพจิงไห่ที่เลือกเรียนสายบู๊มีเกือบสองหมื่นกว่าคน ทั่วประเทศก็มีมากกว่านี้”
“ฉันหวังว่าพวกเธอจะฝึกฝนอย่างหนัก ประสบความสำเร็จในอนาคต และได้เป็นนักบู๊!”
เมื่อพูดจบตามปกติ
หยางหลิ่วก็แนะนำข้อมูลคร่าว ๆ ของห้องต่อ
“โรงเรียนมัธยมแห่งนี้ มีห้องเรียนสายบู๊ของปีสามทั้งหมด 15 ห้อง”