เสิ่นวั่งไม่เอ่ยวาจา เพียงทอดสายตาเย็นเยียบเปี่ยมแรงกดดันมองนางอย่างไม่พอใจ ความต่อต้านในดวงตาคู่นั้นชัดเจนโดยไม่ต้องเอ่ยปาก
หว่านถังกลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก ก่อนเอ่ยขึ้นว่า “สิบวันหรือเจ้าคะ?”
เสิ่นวั่งยังคงมีท่าทีเช่นเดิม มือไพล่หลัง มองนางอย่างหยิ่งยโสราวกับเห็นคนโง่ ผ่านไปครู่ใหญ่ มุมปากก็พลันยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเย้ยหยัน “ไม่อยู่ปรนนิบัติข้าข้ามปีสักคราหรือ?”
หว่านถังกัดริมฝีปาก นางย่อมอยากจากไปเสียเดี๋ยวนั้น “ได้เจ้าค่ะ หลังพ้นปีใหม่นี้คงได้กระมัง ถึงเวลานั้นท่านก็คงเบื่อข้าแล้ว”
ฤดูใบไม้ผลิปีหน้า พี่อวิ๋นจิ่งจะไปสอบคัดเลือกขุนนางที่เมืองหย่งผิง หากถึงตอนนั้นนางยังกลับไปไม่ได้ นางกลัวว่าจะกระทบสภาพจิตใจของเขาในยามเข้าสอบ
เสิ่นวั่งมองสตรีตัวน้อยตรงหน้า ร่างของนางสั่นสะท้านโดยไม่รู้ตัว ดวงตาคลอหยาดน้ำตาที่เหมือนจะร่วงแต่ยังไม่ร่วง น้ำเสียงเจือสะอื้น ทั้งยังมองเขาด้วยแววตาคาดหวัง
เสิ่นวั่งหัวเราะเย็นชาในใจ เขามีทั้งรูปโฉม ความสามารถ เงินทอง และอำนาจ เหตุใดนางจึงหลบหน้าเขาราวกับเห็นงูพิษ
“ไม่ได้” เสิ่นวั่งกล่าวเสียงเย็น
ความคาดหวังเต็มหัวใจของหว่านถังพลันพังทลาย ราวกับถูกน้ำเย็นถังหนึ่งราดลงมาจากศีรษะ ความหนาวเหน็บแผ่ซ่านไปทั่วร่าง นางเม้มปาก น้ำตาจวนจะร่วง เขา... ตกลงต้องการอะไรกันแน่
เสิ่นวั่งก้าวเข้ามาหนึ่งก้าว บีบคางนางให้เงยขึ้น “ข้าบอกแล้วว่าจะมอบฐานะให้เจ้า เจ้าเห็นข้าเป็นบุรุษเจ้าชู้ที่ไร้ความรับผิดชอบหรือ?”
ริมฝีปากของหว่านถังสั่นระริกอยู่ครู่หนึ่ง ซื่อจื่อเจ้าคะ ข้าไม่ต้องการให้ท่านรับผิดชอบจริง ๆ นะเจ้าคะ
นางไม่เข้าใจเลย เหล่าบุรุษมิใช่พอได้ในสิ่งที่ต้องการแล้วก็ไม่ยอมรับหรอกหรือ ทั้งยังกลัวสตรีจะเข้ามาพัวพันจนสลัดไม่หลุด นางอุตส่าห์ยกโอกาสดี ๆ เช่นนี้ให้เขาเปล่า ๆ แล้วเหตุใดเขาจึงยืนกรานจะมอบฐานะให้แก่นาง
