เสียงหูฝูข้างหูคล้ายยังเอ่ยอะไรต่อ แต่หว่านถังกลับไม่ได้ยินสักคำ นางรู้สึกเพียงสมองหมุนคว้าง โลกทั้งใบพร่าเลือน มีเสียงหึ่ง ๆ ดังอื้ออึงไม่หยุด
ท่ามกลางความสับสน คำพูดของหูฝูเมื่อครู่ดังก้องซ้ำไปซ้ำมาในสมอง ไม่รู้ว่าผ่านไปพันรอบหรือหมื่นรอบ จู่ ๆ มันก็คล้ายกลายเป็นกระบี่คมกริบ ฟันผ่าความคิดของนางออกในพริบตา
ในที่สุดนางก็เข้าใจความหมายของหูฝูแล้ว
ความโกรธพลุ่งพล่านขึ้นในใจชั่วขณะ หว่านถังแทบอยากพุ่งเข้าไปตบหน้าเสิ่นวั่งฉาดใหญ่ เจ้าป่วยหรือไร!
บางทีเพราะโกรธจนเลือดลมพลุ่งพล่าน หว่านถังจึงรู้สึกวิงเวียน หน้ามืด ขาอ่อนจนร่างเซถอยหลังไปโดยไม่รู้ตัว
หูฝูร้องด้วยความตกใจ แต่นางกลับไม่ใส่ใจ ล้มก็ล้มไปเถิด นางจะกลัวความเจ็บเพียงเท่านี้หรือ
เสิ่นวั่งคอยบีบคั้นนางทีละก้าว ราวกับนายพรานหยอกเย้าเหยื่อ จนนางแทบจะพังทลาย
ทว่าสิ่งที่รองรับนางไว้กลับไม่ใช่พื้นเย็นเยียบ
แผ่นอกแข็งแกร่งที่มีไออุ่นเย็นจาง ๆ แนบรับแผ่นหลังของนางไว้
เสิ่นวั่งยื่นมือประคองนาง ก่อนส่งสายตาให้หูฝู
หูฝูเข้าใจความหมาย จึงถอยออกไป ปิดประตูไม้แกะสลักเบา ๆ แล้วหันไปจัดแจงให้บ่าวไพร่ต้มน้ำ
คืนนี้คงต้องเรียกน้ำเป็นแน่
ยามพลบค่ำมาเยือน ราตรีในเมืองหลวงหนาวเหน็บเป็นพิเศษ ลมเย็นแทรกผ่านเสื้อฝ้ายเข้าไปถึงกระดูก ฤดูหนาวกัดกร่อนจนมือของจี้อวิ๋นจิ่งแทบชาแข็ง ทว่าในอกกลับลุกโชนด้วยไฟร้อนรน
ตกลงกันไว้ว่าวันนี้จะไถ่ตัวออกจากจวน ทั้งวันผ่านไปแล้ว เหตุใดจึงยังไม่เห็นแม้แต่เงา
ในที่สุดจี้อวิ๋นจิ่งก็อดรนทนไม่ไหว เดินไปยังประตูด้านข้างทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ แล้วเอ่ยถามหญิงชราผู้เฝ้าประตูว่า “ท่านป้า ข้าขอถามสักเรื่องได้หรือไม่ วันนี้มีสาวใช้ไถ่ตัวออกจากจวนหรือไม่”
