ในที่สุดก็อดทนผ่านสองชั่วยามนั้นมาได้ หว่านถังถูกปล่อยตัวออกมาเสียที นางรู้สึกราวกับพ้นโทษทัณฑ์ ทั้งยังคล้ายหลบหนีออกจากขบวนการหลอกลวงผู้คนได้สำเร็จ
แสงตะวันอุ่นในฤดูหนาวเหนือศีรษะไม่แสบตา เป็นสีขาวอมครามซีดจาง ทว่าพอนึกว่าพรุ่งนี้ยังต้องทนทุกข์เช่นนี้อีก หว่านถังก็อึดอัดใจจนแทบทนไม่ไหว วันเวลาเช่นนี้เมื่อใดจึงจะสิ้นสุดลงเสียที
ยามสนธยามาเยือน เสิ่นวั่งกลับจากวังหลวงก็ตรงเข้าห้องหนังสืออีกครั้ง แล้วเรียกหว่านถังไปปรนนิบัติ
หว่านถังสูดลมหายใจลึก รู้ว่าคืนนี้คงหลบเลี่ยงไม่พ้นแล้ว เมื่อคืนอ้างว่ายังเรียนรู้กฎระเบียบไม่ครบถ้วนจนเสิ่นวั่งไม่พอใจ หากวันนี้ยังปฏิเสธอีก เกรงว่าวันพรุ่งนี้แม่นมฉินจะยิ่งกลั่นแกล้งนาง
แม้เตรียมใจมาเนิ่นนาน แต่เมื่อมายืนอยู่หน้าห้องหนังสือจริง ๆ หว่านถังก็ยังลังเลอยู่นาน กว่าจะค่อย ๆ ผลักประตูไม้แกะสลักบานนั้นเข้าไป
นางเดินอ้อมฉากกั้นไปถึงโต๊ะไม้หนานมู่ สบเข้ากับแววขุ่นเคืองในดวงตาเสิ่นวั่ง แล้วก้มมองคราบหมึกในแท่นฝนหมึกที่แห้งสนิท ก่อนก้าวเข้าไปเติมน้ำและเริ่มฝนหมึกโดยไม่เอ่ยคำใด
เสิ่นวั่งหยิบตำราขึ้นมาอ่านอย่างตั้งใจอยู่ครู่หนึ่ง ทว่าหางตากลับอดเหลือบมองนางไม่ได้
ท่าฝนหมึกของนางเชื่องช้ากว่าเมื่อวานมาก คิ้วเรียวขมวดแน่น ใบหน้าเล็กที่ไร้เครื่องประทินโฉมวันนี้ดูซีดขาวเกินไป ไม่ใช่ผิวขาวนวลระเรื่อสดใสเช่นก่อน หากขาวซีดราวกระดาษ
เสิ่นวั่งขมวดคิ้วแล้วกล่าวว่า “ยื่นมือออกมา”
หว่านถังชะงัก ไม่รู้ว่าเขาต้องการทำสิ่งใด แต่ก็มิได้ขัดขืน ยื่นมือทั้งสองข้างออกไป
เสิ่นวั่งยกมือคลึงหว่างคิ้ว ใครจะดูหลังมือนางกันเล่า เขากล่าวอย่างไม่สบอารมณ์ว่า “พลิกมือ”
