ในใจหว่านถังมิได้รู้สึกปลอบประโลมขึ้นแม้แต่น้อยเพราะคำปลอบโยนของเขา ในหัวมีเพียงใบหน้าอันอ่อนโยนและดวงตาคิ้วที่กระจ่างใสของจี้อวิ๋นจิ่ง
นางมิได้รู้สึกละอายใจเพราะเรื่องนี้ หรือคิดว่าตนแปดเปื้อนจนผิดต่อจี้อวิ๋นจิ่ง เพียงแต่เมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว พอนึกถึงพี่ชายอวิ๋นจิ่งผู้เคารพและทะนุถนอมนาง นางก็ยิ่งต่อต้านเสิ่นวั่งจากก้นบึ้งของหัวใจ
หว่านถังกัดริมฝีปากล่าง ร่างกายสั่นเทิ้ม เอ่ยเสียงแหบพร่า “นายท่าน บ่าวยัง...ยังไม่ได้ไปเรียนกฎระเบียบกับแม่นมฉิน เกรงว่า...เกรงว่าจะปรนนิบัติได้ไม่ดี แล้วฮูหยินจะตำหนิเจ้าค่ะ”
เมื่อเห็นว่าทุกอณูบนร่างนางล้วนแผ่ความต่อต้านออกมา เสิ่นวั่งก็ขมวดคิ้ว ไม่เห็นเพียงความหวาดกลัวในแววตาของนาง หากยังมีบางสิ่งคล้ายกับ—
ความรังเกียจ
ความร้อนรุ่มในกายค่อย ๆ มอดลง โทสะไร้ที่มาพลันผุดขึ้นในใจ เขายกมือผลักหว่านถังที่นั่งอยู่บนตักออกไปอย่างแรง
แรงของเขามากเกินไป หว่านถังประคองตัวไม่อยู่ ล้มคว่ำลงกับพื้นอย่างแรง
เสิ่นวั่งจัดเก้าอี้ไม้สาลี่ให้ตั้งตรงดังเดิม แล้วนั่งหลังตรงอยู่หน้าโต๊ะ ส่งเสียงเย็นชาก่อนกล่าวว่า “ช่างเสียอารมณ์นัก สมควรไปเรียนกฎระเบียบให้ดี ไสหัวออกไป”
หว่านถังประหนึ่งได้รับอภัยโทษ อยากจะเหาะออกไปในทันที ทว่าร่างกายสั่นเทาจนแทบควบคุมไม่ได้ นางใช้มือเกาะตู้ข้างกาย พยุงตัวลุกขึ้นอย่างโซเซ
รุ่งเช้าวันถัดมา เรื่องราวเมื่อคืนในห้องหนังสือของซื่อจื่อถูกอวิ๋นชิงกับอวิ๋นซูรายงานให้ฮูหยินฟังอย่างละเอียด ขณะนั้นฮูหยินกำลังตัดแต่งดอกโบตั๋นที่โปรดปรานอยู่ในเรือนดอกไม้ พอได้ยินก็ขมวดคิ้ว
“แม่นมฉิน สั่งสอนกฎระเบียบนางให้ดี!”
ฮูหยินสกุลซ่งโยนกรรไกรในมือลงในตะกร้าสาน น้ำเสียงเจือความไม่พอใจอยู่หลายส่วน “ไม่ว่าอวี่เซวียนจะให้นางเป็นสาวใช้ข้างห้อง หรืออนุญาตให้นางกลับบ้าน เมื่อได้ปรนนิบัติซื่อจื่อแล้ว ก็ต้องทุ่มเทกายใจให้เต็มที่”
