จู่ ๆ ลมหายใจของบุรุษก็โอบล้อมชีซู้ไว้ นางชะงักงัน มองเขาอย่างตื่นตะลึง
สายตาทั้งสองประสานกัน ดวงตาดำสนิทของเขาลึกล้ำ แสงเทียนสะท้อนอยู่ในนั้น ราวกับมีดวงดาวสองดวงร่วงลงสู่บึงลึก
เมื่อสัมผัสได้ว่าร่างนางแข็งเกร็ง อู๋ซวี้ก็ชะงักการเคลื่อนไหว ใช้มือข้างหนึ่งยันกายไว้ ค้างอยู่เหนือร่างนางห่างเพียงครึ่งช่วงแขน ก่อนถามเสียงต่ำว่า “กลัวหรือ?”
ชีซู้ส่ายหน้า
นางไม่กลัว เพียงแต่ประหลาดใจและสงสัย
ป้าย่าไม่มีทางกล่าวเหลวไหลว่าเขามีโรคเร้นเพื่อหลอกนาง แต่หากเขาไม่อาจร่วมหอได้ แล้วเหตุใดเวลานี้จึงกดนางไว้บนเตียง ทั้งยังถอดเสื้อนอนของนาง?
อู๋ซวี้เงียบงัน มองนาง
ในคืนเข้าหอ นางเฝ้ารอเขาอยู่ตลอดโดยไม่ยอมพักผ่อน คงคิดจะร่วมหอ
แต่ยามนี้แววตาชุ่มฉ่ำของนางสะท้อนเปลวเทียน ขนตาสั่นไหวเล็กน้อย เผยความประหม่าออกมาอย่างยากจะปกปิด
ช่างเถิด อย่างไรก็เป็นเพียงเด็กสาววัยสิบเก้า
เขาเอ่ยเสียงอ่อนโยนว่า “ในเมื่อเจ้ายังไม่พร้อม ก็ไม่ต้องฝืน”
กล่าวจบก็พลิกกายลงนอนข้างนาง
ชีซู้ตะแคงกายแนบเข้าหาเขาเอง ก่อนเอ่ยเสียงนุ่มว่า “ท่านอ๋อง...ข้าไม่ฝืนเจ้าค่ะ”
นางไม่ยอมรับผิดเรื่องที่คืนเข้าหอไม่อาจร่วมหอเป็นแน่
สายคาดเสื้อนอนที่เขาคลายออกก่อนหน้านี้หลุดลุ่ยไปตามการพลิกตัวของนาง เผยผิวขาวเนียนละเอียดออกมาเป็นบริเวณกว้าง
อู๋ซวี้ปรายตามอง ก่อนเอื้อมมือหยิบผ้าห่มมาคลุมร่างนางไว้จนมิดชิด “นอนเถิด วันเวลายังอีกยาวไกล รอเจ้าเคยชินและพร้อมแล้ว พวกเราค่อยร่วมหอกัน”
ชีซู้รู้สึกว่าเรื่องนี้ช่างไร้เหตุผล
คนที่กดนางไว้บนเตียงคือเขา เมื่อนางปฏิเสธว่าไม่ได้ฝืน ทั้งยังแนบเข้าหาเขาเอง แต่คนที่ไม่ยอมทำต่อก็ยังเป็นเขา
