หลังเหตุการณ์ที่กู้ชิงอิงกราบทูลขอพระราชโองการ บรรยากาศของทุกคนยังคงคึกคักยิ่งนัก อย่างไรเสีย การล้อมล่าสัตว์ฤดูใบไม้ร่วงก็ใกล้สิ้นสุดแล้ว นอกจากรางวัลชนะเลิศ ยังมีของพระราชทานและคำชมเชยอีกมากมายให้ร่วมยินดี
ชีซู้เห็นลู่เหิงซึ่งยืนดูอยู่ข้างสนามมีท่าทางหงอยเหงา จึงเอ่ยปลอบว่า “แม้การล้อมล่าสัตว์ฤดูใบไม้ร่วงครั้งนี้เจ้าจะไม่ได้รางวัล แต่เรื่องที่เจ้าพบเห็นการป้อนเนื้อผสมยาให้สัตว์ก็นับว่ามีความชอบ ย่อมได้รับคำชมเชยเช่นกัน”
ลู่เหิงเลิกคิ้ว “ใช้ความชอบนี้ขอถอนหมั้นได้หรือไม่?”
ชีซู้แม้คิดว่าไม่น่าจะได้ แต่ก็ไม่ได้พูดตัดรอน “เจ้าลองดูก็ได้”
นางเว้นจังหวะ ก่อนจะกำชับเตือน “อย่าเพิ่งพูดในยามนี้ และอย่าพูดต่อหน้าผู้คน ทางที่ดีเจ้าควรพูดกับคุณหนูอวี้รุ่ยเป็นการส่วนตัวให้เรียบร้อยก่อน แล้วค่อยไปทูลไทเฮาเรื่องถอนหมั้นด้วยกัน”
เจียงอวี้รุ่ยเป็นพระญาติผู้น้องของไทเฮา หากลู่เหิงขอถอนหมั้นต่อหน้าผู้คนโดยอาศัยความชอบเป็นข้ออ้าง ก็เท่ากับทำให้ไทเฮาเสียพระพักตร์ อีกทั้งยังทำให้เจียงอวี้รุ่ยลำบากใจ
การหมั้นหมายครั้งนี้ย่อมถอนไม่สำเร็จอยู่แล้ว
ลู่เหิงพยักหน้ารัว “ข้ารู้แล้ว จะไม่ทำเรื่องโง่เขลาแน่”
กล่าวจบก็เหมือนพูดถึงโจโฉ โจโฉก็มา ไกลออกไปปรากฏร่างเจียงอวี้รุ่ยที่ก่อนหน้านี้อ้างว่าป่วยจึงไม่ได้มาร่วมงาน กำลังเดินตรงมาหาพวกเขา
แววตาของลู่เหิงเผยความเบื่อหน่ายและหลบเลี่ยง เขาทิ้งคำพูดไว้ประโยคหนึ่งว่า “ข้าจะไปเก็บสัมภาระที่ตำหนักพักก่อน” แล้วก็เผ่นหนีไปอย่างรวดเร็ว
ชีซู้จนปัญญาอีกครั้ง สุดท้ายก็เหลือนางที่ต้องรับมือกับเจียงอวี้รุ่ย
ยังดีที่การล้อมล่าสัตว์สิ้นสุดลงแล้ว ยามบ่ายก็จะออกเดินทางกลับเมืองหลวง
ครึ่งชั่วยามต่อมา ณ ตำหนักพัก เรือนเล็กของท่านกั๋วกงติ้ง
