ทั้งสองออกเดินทางกลับตำหนักอ๋อง เจียงอวี้รุ่ยให้สาวใช้แบก ส่วนแม่นมฝางช่วยประคองออกจากห้องส่วนตัว
ลู่เหิงที่รออยู่หน้าประตูประสานมือคารวะนาง “ตอนนั้นสถานการณ์วุ่นวาย ข้าเผลอชนเจ้าจนล้ม ทำให้เจ้าหกล้ม ข้าต้องขออภัยจริง ๆ”
เมื่อครู่เขาถามหมอที่ออกไปก่อนแล้ว จึงรู้ว่านางเพียงข้อเท้าแพลง ไม่ได้เป็นอะไรมาก
เขาจึงโล่งใจ รีบกล่าวขอโทษ
ความผิดของเขา เขาย่อมรับไว้ แต่เรื่องที่เขาไม่ได้ทำ เขาไม่มีวันยอมรับเด็ดขาด
เจียงอวี้รุ่ยพาดตัวอยู่บนหลังสาวใช้ เอียงหน้ามองเขา มุมปากยกขึ้นเล็กน้อย แฝงความเอาแต่ใจอยู่หลายส่วน “เช่นนั้นเจ้าก็สะเพร่าจริง ๆ ชนข้าล้มก็แล้วไปเถิด ยังเหยียบข้อเท้าข้าเข้าอีก”
กล่าวจบ นางก็กวาดสายตามองเขาตั้งแต่หัวจรดเท้า ก่อนพูดต่อ “ดูแล้วก็ไม่ได้กำยำอะไร เหตุใดเหยียบคนเจ็บปวดเพียงนี้ หรือว่าแอบออกแรงเต็มที่กันแน่!”
ตอนนั้นนางเจ็บจนร้องไห้ พูดอะไรไม่ออก แต่ในใจจดจำเรื่องที่เขาเหยียบเท้านางไว้เต็มอก ประกอบกับยังอัดอั้นเพราะคำพูดของชีซู้เมื่อครู่ พอได้โอกาสจึงระบายใส่เขาจนหมด
“ข้าตั้งใจจะพยุงเจ้าแท้ ๆ แต่เหยียบปิ่นดอกมุกของเจ้าจนลื่น จึงยืนไม่อยู่...”
“เจ้าจะเหยียบปิ่นดอกมุกของข้าหรือไม่ ข้าไม่อยากฟังคำแก้ตัวของเจ้า” เจียงอวี้รุ่ยไม่ยอมฟังเขาอธิบาย “เจ้าทับข้อเท้าข้าต่างหาก!”
“ข้าเหยียบปิ่นดอกมุกด้วยเท้าข้างหนึ่ง อีกข้างเหยียบข้อเท้าของเจ้า!”
“จะต่างกันตรงไหน อย่างไรเสียเจ้าก็เป็นคนเหยียบ”
ถึงอย่างไรลู่เหิงก็เป็นเพียงเด็กหนุ่มวัยสิบห้า เจียงอวี้รุ่ยก็ไม่ได้มีอำนาจกดดันหนักหนาเช่นอู๋ซวี้ ชั่วขณะนั้นเขาจึงลืมไปว่านางเป็นลูกพี่ลูกน้องของไทเฮา โกรธจนคอแดงก่ำ “เจ้าไม่รู้จักเหตุผล!”
“อาเหิง” ชีซู้เอ่ยขัดการทะเลาะเบาะแว้งที่ดูไร้เดียงสาของเด็กหนุ่มสาว “เรื่องนี้เป็นเพราะเจ้าไม่ระวัง อย่าเสียมารยาท”
