อู๋ซวี้มิได้ขยับ เพียงก้มตามองนางเงียบ ๆ ราวกับกำลังหยั่งเชิง
ครานั้นเจียงอวี้รุ่ยก็ผลักประตูห้องหนังสือเปิดออกด้วยตนเอง กระโดดขาเดียวข้ามธรณีเข้ามา “ท่านอ๋อง...”
เสียงของนางพลันขาดหาย เมื่อเห็นชีซู้นั่งอยู่ในอ้อมแขนของอู๋ซวี้
ทว่าชีซู้กลับแสร้งทำท่าตกใจ แขนทั้งสองข้างพาดอยู่บนไหล่ของอู๋ซวี้ ก่อนจะหลบเข้าไปในอ้อมอกเขาอย่างอ่อนหวานและเขินอาย แล้วกดเสียงต่ำราวกับกระซิบว่า “สถานการณ์บีบบังคับ ขอท่านอ๋องโปรดเข้าใจและช่วยให้ความร่วมมือด้วยเถิด”
นางไม่มีทางปล่อยให้เจียงอวี้รุ่ยเห็นว่าตนกำลังคุกเข่าอ้อนวอน หากเจียงอวี้รุ่ยอาศัยจังหวะนำหลักฐานเข้ามาในห้องหนังสือ นางย่อมฉวยโอกาสอยู่ต่อไม่ยอมไป จากนั้นนางก็จะหารือกับอู๋ซวี้ไม่สะดวก ที่สำคัญ เห็นได้ชัดว่าเขากำลังรอดูว่านางจะแก้ปัญหาที่ก่อให้เขาอย่างไร
นางต้องพิสูจน์ให้เขาเห็นว่า ตนมีวิธีทำให้เจียงอวี้รุ่ยไม่มาเกะกะอยู่ต่อหน้าเขาอีก
เมื่อพวกเขา “รักใคร่” กันมากพอ เจียงอวี้รุ่ยก็ไม่มีโอกาสแทรกกลาง
ชีซู้มัวแต่ครุ่นคิดแผนการ ใจจึงไม่ได้ใส่ใจกับระยะห่างอันใกล้ชิดของทั้งสอง
แต่สิ่งที่อู๋ซวี้สัมผัสได้คือ ลมหายใจของนางที่พ่นรดต้นคอ ขณะโน้มเข้ามาพูดใกล้ ๆ
อ่อนโยนจนผิวหนังชาวาบ พาให้ความทรงจำของเขาหวนกลับไปยังค่ำคืนเมื่อหลายวันก่อน
แววตาของเขาลุ่มลึกขึ้นเล็กน้อย แล้วก็นึกถึงเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้
วันนี้คือวันที่ 20 เดือน 5
วันซื่ออีกแล้ว
เจียงอวี้รุ่ยยึดกรอบประตูไว้ เท้าข้างหนึ่งเขย่ง อีกข้างแตะพื้นอย่างหมิ่นเหม่ มือกำบทความแผ่นนั้นแน่น ยืนนิ่งอย่างไม่อยากเชื่อ ทุกถ้อยคำติดอยู่ในลำคอ
มิใช่ว่าจะหารือเรื่องใหญ่ที่อาจทำให้หัวหลุดจากบ่าและประหารญาติทั้งเก้าสายหรอกหรือ
