ชีซู้เบนสายตากลับมา ก่อนโขกศีรษะครั้งสุดท้ายหน้าป้ายวิญญาณอย่างเรียบร้อย แล้วจึงลุกขึ้น ปักธูปลงในกระถาง
เต้าจางชิงซวีจึงเอ่ยขึ้นว่า “เรื่องที่พระชายาทรงอธิษฐานขอไว้ บัดนี้กำลังอยู่ระหว่างเดินทางกลับ วันข้างหน้ายังอีกยาวไกล ไม่จำเป็นต้องหันกลับไปมอง”
กล่าวจบ เขาก็เชิญป้ายวิญญาณลงจากโต๊ะบูชา ใช้ผ้าสีครามสะอาดผืนหนึ่งห่อไว้อย่างประณีต ก่อนประคองส่งให้นางด้วยสองมือ “พระชายา ป้ายวิญญาณเชิญลงมาแล้ว ต่อไปจะไม่ประดิษฐานไว้ที่นี่อีก ขอเพียงทรงเก็บรักษาไว้ให้ดีพ่ะย่ะค่ะ”
ชีซู้รับไว้ด้วยสองมือ แล้วคำนับเต้าจางอย่างจริงจัง “ขอบคุณเต้าจางที่ดูแลข้ามาตลอดช่วงนี้”
เต้าจางชิงซวีคำนับตอบ เมื่อรู้ว่าอู๋ซวี้ไม่คิดรั้งอยู่นาน จึงมิได้กล่าวสิ่งใดมากไปกว่านั้น เพียงผายมือเชื้อเชิญนำทาง “ท่านอ๋อง พระชายา ข้าจะไปส่งทั้งสองพระองค์พ่ะย่ะค่ะ”
ทั้งสามเดินผ่านระเบียงไปด้วยกัน
เต้าจางชิงซวีเดินเคียงข้างอู๋ซวี้ ฝีเท้าไม่เร่งไม่ช้า จู่ ๆ ก็เอ่ยขึ้นอย่างเลื่อนลอยว่า “ท่านอ๋องทรงเปลี่ยนไปจากแต่ก่อนอยู่บ้าง”
อู๋ซวี้มิได้ตอบ
ชีซู้กลับรู้สึกสงสัย แม้สีหน้าจะดูไม่ใส่ใจ ทว่ากลับตั้งใจฟังอย่างจดจ่อ
นางรู้ว่าเต้าจางชิงซวีเป็นสหายเก่าของอู๋ซวี้
อู๋ซวี้เปลี่ยนไปจากแต่ก่อนอย่างไรหรือ?
ฝีเท้าของทั้งสามมิได้หยุด เต้าจางชิงซวีมองต้นแปะก๊วยเก่าแก่กลางลาน แล้วกล่าวต่อว่า “ต้นไม้นั่นก็เช่นกัน หลายปีก่อนใบไม้ร่วงไม่หมดเสียที ใบที่เหลือค้างอยู่จนถึงฤดูหนาว ทว่าปีนี้เพียงสายลมพัดผ่าน ใบไม้ก็ร่วงจนเกลี้ยง คงเป็นเพราะในที่สุดก็ได้พบสายลมที่เหมาะสม”
อู๋ซวี้มิได้แสดงความเห็น ราวกับฟังไม่เข้าใจ หรือบางทีอาจไม่สนใจความหมายแฝงในถ้อยคำนั้นเลย
