ชีซู้รู้ดีว่า ที่บอกว่าจะมาเป็นเพื่อนนางนั้นเป็นเพียงข้ออ้าง แท้จริงแล้วต้องการเกาะติดอู๋ซวี้ต่างหาก
ไทเฮาจัดการอู๋ซวี้ไม่ได้ จึงต้องอาศัยนางส่งเจียงอวี้รุ่ยเข้าไปอยู่ในตำหนักอ๋องโดยตรง
เชิญเทพมาได้ง่าย ส่งเทพกลับยากยิ่ง เมื่อให้นางเข้ามาอยู่แล้ว หากจะให้จากไป เกรงว่าคงต้องออกแรงอยู่ไม่น้อย
ยิ่งไปกว่านั้น เจียงอวี้รุ่ยก็พูดชัดแล้วว่าทั้งหมดเป็นพระประสงค์ของไทเฮา หากนางหาเหตุผลอันสมควรมาปฏิเสธไม่ได้ ก็เท่ากับขัดราชโองการ
ดังนั้นนางจึงไม่ได้ตอบรับหรือปฏิเสธ เพียงทอดสายตาไปยังร้านเหล้าที่อยู่ไม่ไกล แล้วเปลี่ยนเรื่องพูดอย่างเป็นธรรมชาติว่า “นั่นคือโรงเตี๊ยมหลินเฟิงเหลาที่มีชื่อเสียงในเมืองหลวง ได้ยินว่าปลาหั่นบางของที่นี่ขึ้นชื่อเป็นพิเศษ เดินกันมาตั้งนาน ข้าก็เริ่มเหนื่อยแล้ว ในเมื่อเจ้ายังไม่รีบกลับวัง อีกทั้งใกล้ถึงเวลาอาหารเย็นแล้ว เราไปนั่งพัก กินไปคุยไปดีหรือไม่”
บนถนนมีผู้คนมากมาย ไม่สะดวกจะพูดคุยกัน
“ได้สิ ข้าตามใจพี่หญิงชี”
ทั้งสองเข้าไปในโรงเตี๊ยมหลินเฟิงเหลา เถ้าภารโรงต้อนรับอย่างกระตือรือร้น นำทางพวกนางไปยังห้องส่วนตัวชั้นสอง
เมื่อเดินมาถึงสุดระเบียง มีห้องส่วนตัวห้องหนึ่งอยู่ไม่ไกลเปิดประตูแง้มไว้ ชีซู้เหลือบไปเห็นเสี้ยวหน้าด้านข้างที่คุ้นเคยโดยไม่ตั้งใจ ครั้นจำได้ว่าคนผู้นั้นคือลู่เหิง ลูกพี่ลูกน้องของนาง ฝีเท้าจึงชะลอลงเล็กน้อย
ยามนี้เขาควรกลับจากสำนักศึกษาหวังไปถึงจวนลู่แล้วจึงจะถูก
เหตุใดถึงมาอยู่ที่โรงเตี๊ยมหลินเฟิงเหลาได้
นางอดมองไปอีกสองสามครั้งไม่ได้ เมื่อเห็นว่าข้างกายเขายังมีนักศึกษาอีกหลายคนสวมชุดครุยของสำนักศึกษาหวังเหมือนกัน จึงเดาว่าคงเป็นการนัดพบกันเล็ก ๆ ของคนในสำนักศึกษาหวัง
แล้วลุงเขยของนางอยู่ด้วยหรือไม่
เจียงอวี้รุ่ยทอดสายตามองตามนางไป แล้วถามอย่างสงสัยว่า “พี่หญิงชี เจอคนรู้จักหรือ”
นางเพิ่งมาถึงเมืองหลวง จึงจำชุดของนักศึกษาในสำนักศึกษาหวังไม่ได้ เห็นเพียงกลุ่มชายหนุ่มรวมตัวกันอยู่ในห้องส่วนตัว ความคิดหนึ่งพลันผุดขึ้นในใจ นางเดาว่าข้างในอาจมีใครเกี่ยวข้องบางอย่างกับชีซู้ จึงทำให้ชีซู้หยุดมองเช่นนั้น
