ผ้าเช็ดหน้าของชีซู้เพิ่งทำให้คราบเลือดแห้งกรังอ่อนตัวลง เสียงฝีเท้าก็ดังขึ้นจากนอกกระโจม
เสียงของหนิงมั่วดังลอดม่านเข้ามา “ท่านอ๋อง กั๋วกงกู้กับแม่ทัพจ้าวมาถึงแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
มือของชีซู้ชะงัก นางเงยหน้ามองเขาโดยไม่รู้ตัว
เหตุใดคนทั้งสองจึงมาเร็วถึงเพียงนี้ นางยังเช็ดคราบเลือดให้เขาไม่หมดเลย
นางควรหยุดมือแล้วถอยออกไปหรือไม่?
แววตาของนางมีไอหมอกชื้นพร่างพราย เจือความกระวนกระวาย อู๋ซวี้เกิดความสงสารขึ้นมา “เจ้าทำของเจ้าไปเถิด”
น้ำเสียงของเขาราบเรียบ ฟังไม่ออกว่ามีอารมณ์ใด
ชีซู้กลับคล้ายได้ยินข่าวดี นางก้มหน้าจุ่มผ้าเช็ดหน้าลงในน้ำร้อนอีกครั้ง แล้วลงมือเช็ดต่อ
เมื่อนางเช็ดคราบเลือดออกจนสะอาด อีกสักครู่หมอหลวงมาถึงก็จะได้พันแผลให้เขาทันที
ม่านกระโจมถูกเลิกขึ้น
กู้ฉงหย่วนก้าวเข้ามาอย่างรวดเร็ว โดยมีจ้าวเจิ้นซ่างตามหลัง
สีหน้าของทั้งสองหม่นขรึม เมื่อเหลือบมองบาดแผลบนไหล่ของอู๋ซวี้ ก็เผยสีหน้าอ่านไม่ออก
กู้ฉงหย่วนเอ่ยด้วยน้ำเสียงห่วงใยอย่างขอไปที “ได้ยินว่าท่านอ๋องพบสัตว์ร้ายที่ลานล่าสัตว์จนได้รับบาดเจ็บที่ไหล่ ควรเรียกหมอหลวงมาจัดการบาดแผลก่อน เหตุใดจึงให้พระชายามาวุ่นวายอยู่ที่นี่?”
ชีซู้ทำราวกับไม่ได้ยิน ตั้งใจเช็ดคราบเลือดให้อู๋ซวี้ต่อไป
อู๋ซวี้เอนหลังพิงพนักเก้าอี้ สายตาจับอยู่บนใบหน้าของเขา “แผลเล็กน้อย ไม่รบกวนกั๋วกงกู้ให้เป็นห่วงหรอก เพียงแต่ทำให้ฝ่าบาททรงตกพระทัย บาดเจ็บที่ตัวข้าไม่เป็นไร หากฝ่าบาททรงบาดเจ็บ นั่นจึงจะเป็นเรื่องใหญ่หลวง”
คราวนี้กู้ฉงหย่วนจึงทำราวกับเพิ่งเห็นเซี่ยวเจา สายตาเลื่อนไปยังร่างเล็กที่นั่งอยู่ด้านข้าง เขาประสานมือคำนับอย่างลวก ๆ “กระหม่อมถวายบังคมฝ่าบาท ไม่ทราบว่าเหตุใดคืนนี้ฝ่าบาทจึงไม่ประทับพักผ่อนที่ตำหนักชั่วคราว แต่เสด็จมาถึงลานล่าสัตว์พ่ะย่ะค่ะ?”
