มหาเสนาบดีฝ่ายขวาไช่ฝู่ เป็นขุนนางเก่าแก่ผ่านมาถึงสามรัชสมัย ลูกศิษย์และข้าราชการเก่ากระจายอยู่ทั่วราชสำนัก เห็นชัดว่าคำนวณจังหวะนี้ไว้แล้วจึงลงมือก่อเรื่อง!
หลิ่วหรูเยียนเพิ่งขึ้นครองราชย์ได้เพียงครึ่งปี อีกทั้งยังเป็นสตรี รากฐานจึงยังไม่มั่นคงนัก ฝ่ายตรงข้ามคิดฉวยโอกาสขณะที่ปีกของนางยังไม่งอกเต็มที่ ถอนรากถอนโคนอำนาจของนางให้สิ้น!
“ช่างเป็นคำชี้แจงที่ดีเสียจริง”
หลิ่วหรูเยียนแค่นยิ้มเย็นชา “เรื่องในตำหนักบรรทมของเรา ตั้งแต่เมื่อใดถึงตาคุนนางทั้งหลายมาซักถาม”
เฉาชงรู้แก่ใจดี
วันนี้หลิ่วหรูเยียนไปคราวนี้ ก็ไม่ต่างจากแกะเดินเข้าปากเสือ
“ฝ่าบาท กระหม่อมจะตามเสด็จไปด้วย” เฉาชงเอ่ย
หลิ่วหรูเยียนหันขวับ ดวงตาหงส์เบิกกว้าง “เจ้าบ้าไปแล้วหรือ?!”
“ที่นั่นคือตำหนักไท่จี๋ เป็นท้องพระโรง! คนในตำหนักหลังอย่างเจ้าไปที่นั่น ก็เท่ากับยื่นจุดอ่อนให้ผู้อื่นจับ!”
“กระหม่อมไม่ไป พวกเขาก็จะไม่เอากระหม่อมมาเล่นงานหรือพ่ะย่ะค่ะ?”
เฉาชงย้อนถาม “มหาเสนาบดีฝ่ายขวาเจาะจงให้มีคำชี้แจง คนที่ต้องชี้แจงมิใช่กระหม่อมหรือพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมหลบอยู่ข้างหลัง แล้วปล่อยให้ฝ่าบาทรับมือเพียงพระองค์เดียวหรือ”
หลิ่วหรูเยียนถึงกับพูดไม่ออก
เฉาชงรีบฉวยโอกาสกล่าวต่อ “ฝ่าบาท กระหม่อมรู้ว่าพระองค์ไม่โปรดกระหม่อม ระหว่างเราก็หาได้มีเยื่อใยใดไม่ พระองค์เป็นจักรพรรดินี ส่วนกระหม่อมเป็นเด็กกำพร้าที่ไร้รากไร้ฐาน”
“แต่เมื่อกราบไหว้ฟ้าดินและร่วมเข้าหอแล้ว จุดประสงค์ก็เพื่อสืบทอดทายาทให้ราชวงศ์ เช่นนั้นกระหม่อมก็คือสามีของพระองค์”
“ใต้หล้านี้ไม่มีสามีคนใดมองภรรยาถูกมีดฟันอยู่ลำพัง แล้วตนเองหลบอยู่ในห้องหรอกพ่ะย่ะค่ะ!”
หลิ่วหรูเยียนนิ่งงัน
ขันทีชั่วผู้นี้ พอพูดเหตุผลบิดเบี้ยวกลับพูดเป็นชุด!
“ส่วนฐานะ...”
เฉาชงฉีกยิ้มกว้าง “พระองค์เป็นจักรพรรดิ รับสั่งแล้วคำไหนคำนั้น จะพระราชทานตำแหน่งผู้ติดตามให้กระหม่อม มิใช่เพียงพระดำรัสเดียวหรือพ่ะย่ะค่ะ”
“หากกระหม่อมเป็นคนไร้ความสามารถ ขึ้นท้องพระโรงไปขายหน้า กลับมาแล้วพระองค์ค่อยตัดศีรษะกระหม่อมก็ยังไม่สาย แต่หากกระหม่อมมีประโยชน์อยู่บ้างเล่า?”
“ฝ่าบาทไม่อยากทอดพระเนตรหรือว่า ในฐานะบุรุษของพระองค์ กระหม่อมจะทำได้ถึงขั้นใด”
เบื้องหน้าตำหนักเงียบกริบ
หวังเต๋อเฉวียนคุกเข่าอยู่บนพื้น เบิกตาจนแทบถลน องครักษ์ชายเฉาชงผู้นี้เสียสติไปแล้วหรือ!
หากเป็นคนธรรมดาเผชิญเรื่องเช่นนี้ คงหนีแทบไม่ทัน แล้วผู้ใดจะกล้าวิ่งออกไปขวางคมอาวุธแทนผู้อื่น?
หลิ่วหรูเยียนมองบุรุษตรงหน้า แววตาไร้ความหวาดกลัวแม้แต่น้อย กลับดูฮึกเหิมอยากลองเสียด้วยซ้ำ ในใจนางพลันเกิดความรู้สึกซับซ้อนเกินบรรยาย
ก่อนค่ำคืนที่ผ่านมา เขายังเป็นคนขี้ขลาดที่เห็นนางแล้วตัวสั่นอยู่เลย
เพียงชั่วพริบตากลับราวกับเปลี่ยนเป็นคนละคน ไม่เพียงกดข่มหลิ่วหรูเยียนไว้เสียอยู่หมัดในเรื่องนั้น...
ความกล้าหาญตรงหน้านี้ กลับดูคล้ายบุรุษผู้มีความรับผิดชอบอยู่บ้าง
คำพูดเมื่อครู่ของเฉาชงยังตรงกับใจหลิ่วหรูเยียนอีกด้วย
หากเฉาชงเป็นคนไร้ความสามารถและโอหังทะนงตนจริง ๆ ทั้งที่โหรหลวงคำนวณดวงชะตาแล้วว่าเขาจะทำให้นางตั้งครรภ์ทายาทราชวงศ์ได้...
เช่นนั้นเฉาชงก็จะกลายเป็นจุดอ่อนใหญ่หลวงของนาง
แต่หากเฉาชงมีความสามารถจริง และช่วยนางได้บ้าง...
“เจ้ารู้หรือไม่ว่าท้องพระโรงเต็มไปด้วยอันตราย หากฝ่ายตรงข้ามมุ่งเล่นงานเจ้าโดยตรง ต่อให้เป็นชายโปรดของเรา เจ้าก็อาจถึงแก่ชีวิตได้ เจ้าไม่กลัวตายหรือ?”
ความหมายแฝงนั้นชัดเจนอยู่แล้ว
หลิ่วหรูเยียนเพิ่งขึ้นครองราชย์ได้เพียงครึ่งปี รากฐานยังไม่มั่นคง หลายครั้งจึงทำได้เพียงอดทน ประคองสถานการณ์กับขุมกำลังต่าง ๆ ในราชสำนัก รอจังหวะค่อยลงมือ กำจัดฝ่ายต่อต้านทีละน้อย พร้อมสอดแทรกคนของตนเข้าไป
หากสถานการณ์ไม่เป็นใจ หลิ่วหรูเยียนก็ปกป้องเฉาชงไว้ไม่ได้จริง ๆ!
เฉาชงสบตาหลิ่วหรูเยียน แววตาเป็นประกาย “กระหม่อมกลัวตาย แต่จะไม่มีวันปล่อยให้ฝ่าบาทแบกรับคลื่นลมทั้งหมดเพียงลำพัง!”
จากนั้นเฉาชงก็กดเสียงต่ำ กล่าวด้วยระดับเสียงที่มีเพียงเขากับหลิ่วหรูเยียนได้ยิน “ก่อนที่กระหม่อมจะทำภารกิจสืบทอดทายาทราชวงศ์ให้สำเร็จ กระหม่อมไม่มีวันตาย ขอฝ่าบาทโปรดวางพระทัย!”
หลิ่วหรูเยียนได้ยินแล้วก็อดกลอกตาใส่เฉาชงไม่ได้
อยู่ในสถานการณ์เช่นนี้แล้วยังกล้าพูดหยอกเย้าอีก
แต่ความกล้าหาญเช่นนี้...ทำให้หลิ่วหรูเยียนเปลี่ยนความคิดต่อเขาไปไม่น้อยจริง ๆ
บุรุษที่ร่วมเข้าหอและให้กำเนิดบุตรกับนาง หากยามนี้กลับเป็นคนขี้ขลาดกลัวตาย...
ชั่วชีวิตก็คงเป็นได้เพียงชายโปรดที่มีไว้ให้กำเนิดทายาทเท่านั้น
“...หวังเต๋อเฉวียน”
“บ่าวเฒ่าอยู่นี่พ่ะย่ะค่ะ!”
“ถ่ายทอดพระบัญชาปากเปล่าของเรา เฉาชงตามเสด็จไปตำหนักไท่จี๋ ในฐานะชายโปรดร่วมฟังราชกิจ”
หวังเต๋อเฉวียนสะดุ้งเฮือก “รับ...รับพระบัญชาพ่ะย่ะค่ะ!”
เฉาชงโล่งใจ ประสานมือคำนับ “ขอบพระทัยฝ่าบาท”
หลิ่วหรูเยียนเสด็จขึ้นราชรถมังกร ก่อนตรัสทิ้งท้ายผ่านม่านโปร่ง
“ประเดี๋ยวหากกล้าพูดจาเหลวไหล เราจะลงโทษเจ้าเป็นคนแรก”
“กระหม่อมรับพระบัญชาพ่ะย่ะค่ะ”
เฉาชงเดินตามหลังราชรถมังกร แววตาเย็นวาบ
เนื้อเรื่องในต้นฉบับช่วงนี้เขาจำได้ชัดเจน การไปท้องพระโรงวันนี้เป็นแผนที่มหาเสนาบดีฝ่ายขวาไช่ฝู่วางไว้ ต้องการทำลายบารมีของจักรพรรดินีต่อหน้าผู้คน เพื่อปูทางสู่การปลดและแต่งตั้งผู้ปกครองคนใหม่ในภายหลัง!
ในเมื่อเขามาอยู่ที่นี่แล้ว แผนนี้ก็ต้องเปลี่ยนวิธีเล่น!
……
ตำหนักไท่จี๋
ขุนนางทั้งหลายยืนเรียงเป็นสองแถว บรรยากาศภายในตำหนักกดดันจนชวนสะพรึง
ราชรถมังกรหยุดลง หลิ่วหรูเยียนก้าวขึ้นบันได ประทับนั่งบนบัลลังก์มังกร
“ขุนนางทั้งหลายลุกขึ้นเถิด”
เหล่าขุนนางลุกขึ้น ทว่าไม่มีผู้ใดเอ่ยปาก ต่างพากันมองไปยังหัวแถว
มหาเสนาบดีฝ่ายขวาไช่ฝู่ก้าวออกมา มือประคองแผ่นหยกสำหรับขุนนาง เสียงดังกังวาน
“ฝ่าบาท! กระหม่อมมีฎีกาจะกราบทูล!”
มาแล้ว
เฉาชงยืนประสานมืออยู่ใต้ขั้นบันไดหน้าท้องพระโรง
“ว่ามา” หลิ่วหรูเยียนตรัสเรียบ ๆ
“เมื่อคืนฝ่าบาททรงเรียกชายโปรดเข้าเฝ้า และมิได้เสด็จออกจากตำหนักตลอดคืน เช้าวันนี้การประชุมใหญ่เกือบต้องล่าช้า!”
“กระหม่อมบังอาจทูลถาม หากเปิดธรรมเนียมเช่นนี้ขึ้นมา ระเบียบราชสำนักจะยังเหลือหรือ แผ่นดินจะยังมั่นคงได้อย่างไร!”
“ฝ่าบาทเพิ่งทรงปกครองต้าโจวได้ไม่ถึงครึ่งปี กลับมีเรื่องเช่นนี้แพร่ออกมา นับว่าไม่มีประโยชน์ต่อฝ่าบาทเลยแม้แต่น้อย!”
สิ้นเสียง ภายในตำหนักก็อื้ออึงขึ้นมา
เสนาบดีกระทรวงพิธีการก้าวออกมาตามติด “ฝ่าบาท การหมกมุ่นกับตำหนักหลังและละเลยราชกิจ นับแต่โบราณมาล้วนเป็นต้นเหตุแห่งความล่มสลาย ขอฝ่าบาทโปรดไตร่ตรองให้รอบคอบ!”
“ขอฝ่าบาทโปรดไตร่ตรองให้รอบคอบ!”
เสียงคุกเข่าดังพรึ่บลงเป็นแถบ
หลิ่วหรูเยียนประทับนิ่งบนบัลลังก์มังกร เล็บจิกเข้าไปในฝ่ามือ
เลือดลมของนางพร่องลง เบื้องหน้ามืดดำเป็นระลอก ทำได้เพียงฝืนประคองตนไว้
“เรื่องส่วนตัวของเรา ตั้งแต่เมื่อใดถึงต้องให้เหล่าขุนนางรักใคร่ทุกท่านเป็นห่วง”
“ฝ่าบาทตรัสเช่นนี้ไม่ถูกต้อง!”
ไช่ฝู่ก้าวเข้ามาหนึ่งก้าว คำพูดกดดันไม่ลดละ “จักรพรรดิไม่มีเรื่องส่วนตัว! เฉาชงเพิ่งปรนนิบัติฝ่าบาทเป็นคืนแรก ก็ทำให้ฝ่าบาทผู้ทรงขยันราชกิจมาโดยตลอดเกือบเสด็จเข้าประชุมสาย เป็นเขาที่ใช้วาจาปีศาจชักจูงและก่อความวุ่นวายในวังหลวงเป็นแน่ กระหม่อมขอฝ่าบาทมีพระบัญชาทันที ให้โบยปีศาจผู้นี้จนตาย เพื่อให้ผู้คนเห็นความถูกต้อง!”
“หากฝ่าบาทยังต้องการชายโปรด ก็ควรเลือกผู้ที่ว่านอนสอนง่าย ซื่อสัตย์ และยอมสละชีวิตภักดีต่อแผ่นดินต้าโจว ไม่ใช่ปีศาจที่หลอกลวงฝ่าบาท! หากเรื่องวันนี้แพร่ออกไป เกรงว่าราษฎรทั่วใต้หล้าจะเคลือบแคลงฝ่าบาท!”
“ขอฝ่าบาททรงโบยปีศาจผู้นี้จนตาย!”
เสียงร้องตะโกนดังกึกก้อง
หลิ่วหรูเยียนรู้สึกแน่นหน้าอก ร่างกายโอนเอนเล็กน้อย
ไอ้พวกสารเลว!
หรือเรื่องที่นางเป็นสตรีไร้บุตรโดยกำเนิด มีเพียงเฉาชงที่ทำให้นางตั้งครรภ์ทายาทได้จะรั่วไหลออกไปแล้ว?
พวกเขาถึงได้ร่วมมือกันเล่นงานเฉาชงในวันนี้ หมายจะเอาชีวิตเฉาชงให้ได้!
และยังต้องการสอดแทรกคนสนิทของตนไว้ข้างกายหลิ่วหรูเยียน เพื่อคอยจับตานาง!
แย่แล้ว ความลับกำลังจะถูกเปิดโปง!
ในช่วงคับขัน เงาร่างหนึ่งก้าวออกมาอย่างรวดเร็ว เอ่ยเสียงกังวาน
“ช่างเป็นคำสั่งโบยปีศาจจนตายที่น่าฟังเสียจริง!”
สายตาทั่วทั้งตำหนักพลันหันขวับมารวมกัน
เฉาชงยืนอยู่กลางลานขั้นบันได มือไพล่หลัง ไม่มีท่าทีขลาดเขลาอย่างบุรุษเกาะสตรีกินแม้แต่น้อย
“เจ้าเป็นผู้ใด ถึงกล้าเอ่ยปากในตำหนักไท่จี๋!”
ไช่ฝู่ตวาดลั่น พลางกวาดตามองเฉาชงตั้งแต่หัวจรดเท้าอีกครั้ง
บุรุษผู้นี้...รูปงามโดดเด่น รูปร่างสูงใหญ่กำยำ เปี่ยมความมั่นใจและสง่างาม ชวนให้นึกถึงพานอัน
ตามเหตุผลแล้ว หากเคยพบหน้ากันสักครั้ง ย่อมต้องจดจำได้อย่างลึกซึ้ง
เหตุใดไช่ฝู่จึงไม่มีความทรงจำเกี่ยวกับเขาเลย?
ทั้งยังกล้าสอดปากในเวลานี้อีก?
“ข้าคือเฉาชง”
เฉาชงยิ้มน้อย ๆ “ก็คือปีศาจที่มหาเสนาบดีฝ่ายขวากล่าวถึงนั่นแหละ”
ภายในตำหนักพลันฮือฮา
“เจ้า!”
ไช่ฝู่โกรธจนหนวดสั่นระริก “เจ้าเป็นเพียงชายโปรดของฝ่าบาท วันแรกที่เข้าวังก็ก่อความวุ่นวายแก่ฝ่าบาทไม่พอ ยังกล้าตามเสด็จขึ้นท้องพระโรงและเอ่ยปากก่อกวนระเบียบต่อหน้าผู้คน ช่างบังอาจและกำเริบเสิบสานยิ่งนัก ทหาร...”
“มหาเสนาบดีฝ่ายขวาจะร้อนใจไปไย”
เสียงเฉาชงพลันเย็นเยียบ “ข้อเจ็ดในพระราชปณิธานของปฐมจักรพรรดิ มหาเสนาบดีฝ่ายขวายังจำได้หรือไม่?”
ไช่ฝู่ชะงักงัน
“พระราชปณิธานกล่าวไว้ว่า หากทายาทราชวงศ์ขาดช่วง ย่อมเป็นวิกฤตอันดับหนึ่งที่สั่นคลอนรากฐานแผ่นดิน ขุนนางต้าโจวทุกคนพึงถือการสืบทอดรากฐานแผ่นดินเป็นสำคัญ!”
เฉาชงกวาดตามองเหล่าขุนนาง เอ่ยทีละคำ
“ฝ่าบาทขึ้นครองราชย์มาครึ่งปี ทรงขยันปกครองและห่วงใยราษฎร ทั้งยังทรงลงมือจัดการทุกเรื่องด้วยพระองค์เอง ทว่ากลับยังไร้ทายาทในพระอุทร คลื่นใต้น้ำในราชสำนักกำลังปั่นป่วน ทุกท่านไม่รู้เรื่องนี้เลยหรือ?”
“ฝ่าบาทเรียกกระหม่อมเข้าวัง ก็เพื่อแผ่นดินต้าโจวที่ยืนยงหมื่นปี เพื่อบ้านเมืองของบรรพกษัตริย์! การสืบทอดทายาทราชวงศ์นั้นรอช้าไม่ได้!”
เฉาชงหันขวับ สบตาไช่ฝู่ตรง ๆ
“ขอถามมหาเสนาบดีฝ่ายขวา เมื่อรากฐานแผ่นดินมีผู้สืบทอด นี่มิใช่ภารกิจสำคัญอันดับหนึ่งของต้าโจวหรือ!”
ไช่ฝู่อ้าปาก แต่ไม่เปล่งเสียง
“ขอถามมหาเสนาบดีฝ่ายขวาอีกครั้ง!”
เฉาชงรุกไล่ทีละก้าว “เรื่องในห้องหอของจักรพรรดิ ตั้งแต่เมื่อใดถึงตาคนนอกอย่างพวกท่านสอดส่องและวิพากษ์วิจารณ์? วันนี้ท่านนำเหล่าขุนนางมาบีบคั้นถึงวัง กำลังถามถึงระเบียบราชสำนัก หรือคิดจะเป็นขุนนางผู้มีอำนาจเหนือองค์ประมุข!”
“เจ้า...เจ้ากล่าวหาใส่ร้าย!” ใบหน้าไช่ฝู่แดงก่ำ
“ข้ากล่าวหาใส่ร้ายหรือ?”
เฉาชงแค่นหัวเราะ “ฝ่าบาทยังทรงพระเยาว์และเปี่ยมพระพลานามัย ไม่เคยเสด็จเข้าประชุมสายมาก่อน วันนี้ทรงคำนึงถึงพระราชปณิธานของปฐมจักรพรรดิ และทรงตระหนักถึงความสำคัญของการมีทายาทราชวงศ์ หากล่าช้าออกไปแม้เพียงน้อย ก็อาจสั่นคลอนรากฐานของแผ่นดินได้!”
“เพียงทรงเข้าประชุมสายไปวันเดียว มหาเสนาบดีฝ่ายขวากลับระดมกำลังครั้งใหญ่ หกกระทรวงพากันออกมา ขบวนทัพนี้เป็นระเบียบยิ่งกว่าการหารือราชการแผ่นดินเสียอีก!”
“หากไม่รู้เรื่อง คงนึกว่ามหาเสนาบดีฝ่ายขวาจะบีบให้ฝ่าบาทสละราชบัลลังก์!”
ตูม!
ถ้อยคำนี้กระแทกลงมา ขุนนางฝ่ายบุ๋นและฝ่ายบู๊ทั่วทั้งตำหนักต่างเปลี่ยนสีหน้า
คำว่า ‘บีบคั้นองค์จักรพรรดิ’ ผู้ใดจะกล้าแตะต้อง!
เหล่าขุนนางที่เมื่อครู่ยังฮึกเหิมต่างก้มหน้าลงทีละคน แทบอยากมุดศีรษะเข้าไปซ่อนในปกเสื้อ
หลิ่วหรูเยียนประทับบนบัลลังก์มังกร มองเงาร่างสูงตระหง่านใต้บันไดขั้นท้องพระโรง ดวงตาหงส์เปล่งประกายวูบวาบ
วาจาช่างคมคายนัก!
เพียงไม่กี่ประโยคก็พลิกการบีบคั้นองค์จักรพรรดิให้กลายเป็นความภักดี ทั้งยังจับไช่ฝู่ไปย่างบนกองไฟข้อหากบฏ!
นางลอบผ่อนลมหายใจยาว แผ่นหลังที่เกร็งแน่นคลายลงเล็กน้อย
อกของไช่ฝู่กระเพื่อมแรง เขาจ้องเฉาชงเขม็ง แววตาอำมหิตจนแทบหยดเป็นน้ำ
ไอ้บุรุษเกาะสตรีกินที่อาศัยสตรีไต่เต้า กล้าทำลายเรื่องใหญ่ของเขาในตำหนักไท่จี๋ได้อย่างไร!
“ดี! วาจาคมกริบเสียจริง!”
ไช่ฝู่กัดฟันกล่าว “คนในตำหนักหลังขึ้นท้องพระโรงมาหารือราชกิจ นับเป็นการล่วงเกินเบื้องสูง มีโทษถึงตาย!”
เขาพลันหันข้าง มองไปทางประตูตำหนัก แล้วส่งสายตาเป็นสัญญาณ
จ้าวเลี่ย แม่ทัพบัญชาการองครักษ์จินอู๋หน้าตำหนัก เข้าใจความหมาย มือกุมด้ามดาบแล้วก้าวออกมาอย่างรวดเร็ว
“ทหาร!”
จ้าวเลี่ยตวาดก้อง “เฉาชงเสียมารยาทหน้าท้องพระโรง ส่งเสียงอาละวาดในราชสำนัก จับตัวไว้ แล้วโบยให้ตาย ณ ที่นี้!”
เคร้งคร้าง!
องครักษ์จินอู๋หลายสิบคนสวมเกราะส่งเสียงกระทบกัน ชักคมดาบออกจากฝัก แล้วโอบล้อมเข้ามาจากสองฟากประตูตำหนัก!
จิตสังหารแผ่คลุมทั่วตำหนักไท่จี๋ในพริบตา!
สีหน้าหลิ่วหรูเยียนแปรเปลี่ยนฉับพลัน นางผุดลุกขึ้นทันที
“ผู้ใดกล้า!”
