ทุกคนได้ยินดังนั้น ก็แข็งค้างอยู่กับที่แทบจะในทันทีราวกับเป็นปฏิกิริยาตอบสนองโดยอัตโนมัติ
จากนั้นทุกคนก็หันไปมองฟูจิ่งเย่พร้อมกัน ทว่ากลับปะทะเข้ากับดวงตาลึกล้ำคู่นั้นที่เต็มไปด้วยความเฉียบคมและเย็นเยียบ
เมื่อสามีของภรรยาทหารเหล่านั้นเห็นดังนั้น ก็รีบตวาดตำหนิภรรยาของตัวเองทันที
“ยังยืนอึ้งทำอะไรอยู่ รีบขอโทษพี่สะใภ้สิ!”
“ขะ... ขอโทษค่ะ!”
“อืม ฉันใจกว้างพอ ครั้งนี้จะไม่ถือสาพวกคุณก็แล้วกัน”
“ยังไงฉันก็เป็นคนมีการศึกษา ไม่รู้จักเอาอย่างพวกปากมากที่ชอบเอาเรื่องคนอื่นไปนินทา แถมไม่มีทางทำให้สามีตัวเองต้องขายหน้าเสียชื่อด้วย!”
พอได้ยินคำพูดนี้ ใบหน้าของภรรยาทหารเหล่านั้นก็มืดคล้ำลงทันที แต่ถึงจะโกรธก็ทำได้แค่เก็บไว้ในใจ ไม่กล้าพูดอะไรออกมา
ซูเนี่ยนเวย์ทำเหมือนไม่เห็น เธอค่อย ๆ เงยหน้ามองภรรยาทหารเหล่านั้น จดจำใบหน้าของพวกเธอไว้ ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยว่า “แต่ก็อย่างที่ฟูจิ่งเย่พูดเมื่อครู่นี้ นี่เป็นครั้งเดียวเท่านั้น”
“ฉันเพิ่งมาถึงค่ายทหาร พวกคุณคงยังไม่รู้จักนิสัยฉันดีนัก ที่จริงฉันเป็นคนใจแคบมาก ไม่ยอมเสียเปรียบใครทั้งนั้น”
“เพราะฉะนั้น ต่อไปถ้าจะนินทาก็ช่วยไปพูดลับหลังฉัน อย่าให้ฉันได้ยินเด็ดขาด ไม่อย่างนั้นฉันจะเปิดฝาโลงบ้านพวกคุณ ให้ทั้งครอบครัวอยู่ไม่เป็นสุขไปเลย!”
พอได้ยินเธอพูดเช่นนั้น ทุกคนก็อดกลืนน้ำลายลงคอไม่ได้
แต่เรื่องยังไม่จบแค่นั้น
ทุกคนเห็นซูเนี่ยนเวย์เตะก้อนหินเล็ก ๆ ให้ลอยขึ้นมา แล้วกำมันไว้ในฝ่ามือ
วินาทีถัดมา ก้อนหินก็แตกเป็นผงทันที
จากนั้นผงหินก็ค่อย ๆ ร่วงผ่านซอกนิ้วของเธอทีละน้อย จนท้ายที่สุดกลายเป็นฝุ่นผง
