หลังอาหารทยอยมาเสิร์ฟครบ ซางซูกับข่งซีหร่านก็กินข้าวกันอย่างกระอักกระอ่วน
กินข้าวกับหัวหน้าก็อึดอัดพออยู่แล้ว หัวหน้ายังเอาแต่เล่าประวัติความเป็นมาของบริษัทอีก ยิ่งอึดอัดขึ้นไปเป็นสองเท่า
ซางซูกับข่งซีหร่านอยากบอกหวังเหวยเซิงที่พูดไม่หยุดเหลือเกินว่า กินข้าวอย่าพูด แต่ทั้งคู่ไม่มีความกล้าพอ
หัวข้อที่หวังเหวยเซิงพูดถึงวนเวียนอยู่แต่เรื่องบริษัท ตั้งแต่ความยากลำบากในช่วงก่อตั้ง ผลกระทบจากสภาพเศรษฐกิจ ไปจนถึงการบริหารอย่างถูกต้องของผู้บริหารระดับสูง
พอพูดถึงผู้บริหารระดับสูง เขาก็เอ่ยว่า “ผู้บริหารซินที่มาตรวจงานบริษัทเมื่อไม่กี่วันก่อนน่ะ เขาเข้าบริษัททันทีหลังเรียนจบเหมือนกับเธอเลยนะ เสี่ยวซาง”
ถูกเอ่ยชื่อขึ้นมาตรง ๆ ซางซูจึงจำใจตอบ “เหรอคะ งั้นฉันคงต้องเรียนรู้จากผู้บริหารซินให้มากแล้วค่ะ”
หวังเหวยเซิงพยักหน้าอย่างจริงจัง “ผู้บริหารซินเป็นคนที่ควรเอาเป็นแบบอย่างจริง ๆ เขาเกิดมาจากครอบครัวธรรมดา ทุกอย่างที่มีในวันนี้ได้มาจากความพยายามของตัวเองทั้งนั้น
“ตอนเขาเข้าบริษัท บริษัทเพิ่งเริ่มต้น มีพนักงานทั้งบริษัทแค่ยี่สิบกว่าคน นอกจากเจ้านายแล้วก็มีเขานี่แหละที่ทุ่มเทที่สุด เขายังหนุ่ม มีความสามารถ แถมขยันมุ่งมั่น เจ้านายเห็นแววจึงให้หุ้นตั้งต้นกับเขา เขาก็ไม่ทำให้เจ้านายผิดหวัง ช่วยกันกับเจ้านายพาบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์ได้สำเร็จ
“พอบริษัทเข้าตลาด หุ้นตั้งต้นที่ผู้บริหารซินถืออยู่ก็มีมูลค่าขึ้นมา เขาเอาเงินไปตั้งบริษัทเอง ลงทุนอะไรก็ประสบความสำเร็จไปหมด มูลค่าทรัพย์สินเพิ่มขึ้นจนแซงหน้าเจ้านายของเราไปอย่างรวดเร็ว แต่เขายังจำบุญคุณของเจ้านายได้ จึงใส่ใจดูแลการบริหารบริษัทมาก บริษัทของเรายืนหยัดมาได้กว่ายี่สิบปี ก็ต้องยกความดีให้การบริหารของผู้บริหารซินด้วย”
