หลังคลุกคลีด้วยกันไม่นาน เจียงชิงเยว่รู้สึกว่าสะใภ้ผู้นี้ใช่ว่าจะไร้ข้อดี
แม้ปากจะค่อนข้างจัดจ้าน ทว่าจิตใจหาได้เลวร้ายไม่
บัดนี้นางจำต้องรีบหาพรรคพวกมาช่วยเหลือ มิเช่นนั้นลำพังเพียงความลำเอียงของฮูหยินอู๋ผู้เดียว ต่อไปภายภาคหน้าชีวิตคงยากลำบาก
อีกทั้งนางกับซ่งเยี่ยนร่วมโต๊ะด้วยกันสองต่อสองก็กระอักกระอ่วนใจยิ่ง จึงเอ่ยปากเชื้อเชิญซ่งตงเหมยด้วยตนเอง
“เที่ยงนี้กินที่นี่หรือไม่ กินข้าจะได้จัดแจงกับข้าวเพิ่มอีกสักอย่าง”
ซ่งตงเหมยฟังแล้วก็ชะงักไปชั่วขณะ ก่อนจะอ้าปากค้าง “ท่านจะให้ข้าอยู่กินข้าวหรือ หรือว่าท่านคิดจะใช้ให้ข้าทำเรื่องร้ายอะไรอีก”
เจียงชิงเยว่มองนางอย่างจนใจ “พี่สามของเจ้าตอนนี้บาดเจ็บ งานหนักทำมิได้ ข้าคิดว่าหลังกินเสร็จจะช่วยกันยกเตียงออกมาทำความสะอาดเสียหน่อย”
ซ่งตงเหมยทำสีหน้า ‘มิน่าล่ะ’ ก่อนทุบอกพลางว่า “ข้าก็ว่างั้น สมคำร่ำลือ ไม่มีปัญหา ประเดี๋ยวช่วยยกให้เจ้าก็แล้วกัน”
พูดจบนางก็รีบเร่งถือชามตะเกียบออกไป
“พี่สาม กินข้าวแล้ว!”
ระหว่างที่ซ่งตงเหมยจัดโต๊ะอาหาร เจียงชิงเยว่ก็ล้างและหั่นผักที่นางเพิ่งส่งมาให้เสร็จแล้ว
ผักนั้นคือผักขี้หูด หรือที่เล่าขานกันว่าเป็นจอมราชันแห่งผักในยุคโบราณ
<ภาพผักขี้หูด>
ก่อนหน้านี้เจียงชิงเยว่เคยลองซื้อทางอินเทอร์เน็ตมาชิมด้วยความสงสัยอยู่ครั้งหนึ่ง รสชาติต้มซดมิได้ด้อยเลย
ดังนั้นจึงเด็ดมาหนึ่งกำใหญ่โยนลงหม้อต้มทันที
ด้วยการปรากฏตัวของซ่งตงเหมย ทำให้บรรยากาศบนโต๊ะอาหารค่อยยังชั่วขึ้นมาก
เห็นนางพลางเขมือบแป้งพลางพล่ามพร่ำไม่หยุดปาก
