ออกจากสถานรับรองแล้ว ฟู่ชางเย่ก็ส่งสัมภาระของเซิ่งเซี่ยให้โจวเจี้ยนเซ่อ
“ไปเปิดห้องที่สถานรับรอง เอาสัมภาระไปเก็บ”
โจวเจี้ยนเซ่อพยักหน้า “ครับ ผู้กอง!”
เขารับสัมภาระไปผูกไว้บนหลังม้าอย่างชำนาญ
ทักทายกันแล้วก็กระโดดขึ้นม้า ขี่ม้าของตัวเองออกไปก่อน เหลือไว้เพียงม้าของผู้กองที่ยังอยู่ตรงนั้น
ฟู่ชางเย่หันมามองเซิ่งเซี่ย น้ำเสียงทุ้มต่ำ
“ไป กินข้าวที่โรงอาหารก่อน”
พูดจบก็ยื่นมือมาให้เธอเงียบ ๆ เป็นสัญญาณให้เซิ่งเซี่ยใช้มือพยุงตัวขึ้นม้า
ม้าสูงจัง
เซิ่งเซี่ยเคยเห็นม้ามาก่อน
แต่ไม่เคยขี่เลย ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าควรวางเท้าตรงไหน
เธอมองฟู่ชางเย่แวบหนึ่ง
ฟู่ชางเย่เบือนหน้าหนี น้ำเสียงเย็นชา
“เวลานี้มีทางเดียวคือขี่ม้า ถ้าไม่อยากนั่งม้าตัวเดียวกับฉัน จะเดินกลับไปก็ได้ ใช้เวลาสองชั่วโมงสี่สิบนาที”
น้ำเสียงของเขาเจือแววประชดอยู่บาง ๆ
เซิ่งเซี่ยเข้าใจทันทีว่าเขาหมายถึงอะไร
เมื่อครู่เธอเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าเจ้าของร่างเดิมเขียนจดหมายถึงฟู่ชางเย่เมื่อเดือนก่อน
ในจดหมายบอกว่ามีคนในใจแล้ว อยากหย่า
ฟู่ชางเย่คงคิดว่าที่เธอเงียบเพราะรังเกียจเขาสินะ?
เซิ่งเซี่ยเงยหน้ามองเขาแล้วอธิบายสั้น ๆ
“ฉันไม่ได้ไม่อยากนั่งด้วย แค่ม้าสูงเกินไป ฉันขึ้นไม่ไหว”
เธอเชื่อมาตลอดว่าปากมีไว้พูด
ถ้ามีเรื่องเข้าใจผิด ก็ควรรีบอธิบายให้ชัด อย่าปล่อยให้มันบานปลาย
ในเมื่อเธอตัดสินใจมาอยู่ข้างพระเอกเพื่อเกาะขาเขาแล้ว เธอก็จะจริงจังกับเรื่องนี้
ถึงรูปร่างหน้าตาของเขาจะทำให้เธอกลัวอยู่บ้าง....
แต่ไหน ๆ ก็มาแล้ว ลองดูก่อนก็ได้
ถ้าไม่ไหวจริง ๆ ยังหย่าได้อยู่
