เซิ่งเซี่ยเข้าใจได้ว่าเขาหงุดหงิดที่ถูกภรรยารังเกียจ แถมยังโดนสวมเขา
เธอจึงยอมรับความเย็นชาของเขาอย่างไม่ถือสา
แต่สายตาที่เขามองมาน่ากลัวเกินไปแล้ว
คนที่ทำเรื่องพวกนั้นไม่ใช่เธอสักหน่อย เธอไม่มีหน้าที่ต้องเป็นฝ่ายเอาใจเขา
เซิ่งเซี่ยสบตาคู่น่าหวาดหวั่นของเขาตรง ๆ รอยยิ้มเลือนหายไป
“คุณเดินเร็วเกินไป ฉันเพิ่งมาที่นี่ครั้งแรก จะไม่ให้มองดูสภาพแวดล้อมรอบ ๆ หน่อยหรือไง”
เสียงของเจ้าของร่างเดิมเหมือนกับเซิ่งเซี่ย ออกหวานไพเราะ
ถึงจะพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา ฟังแล้วยังนุ่มนวล คล้ายกำลังออดอ้อนอยู่หน่อย ๆ
ฟู่ชางเย่ถึงกับพูดไม่ออก
เขาเหลือบมองเธอ
ตัวเล็กนิดเดียว แต่อารมณ์ร้ายไม่เบา
ทั้งปากคอเราะร้าย ไม่อ่อนโยนสักนิด
เขาส่งเสียงฮึดฮัด เดินเคียงข้างเซิ่งเซี่ย พลางผ่อนฝีเท้าลง
แต่เดินไปได้ไม่ไกล เขาก็สังเกตเห็นว่า
ฝีเท้าเธอสั้นมาก ก้าวหลายก้าวยังไม่เท่ากับก้าวเดียวของเขา
บอบบางขนาดนี้ แล้วมาที่นี่คนเดียวได้ยังไงกัน
ไอ้คนรักของเธอก็ไม่รู้จักมาส่งด้วยหรือไง
จุ๊ ๆ... สายตาเลือกผู้ชายแย่จริง ๆ
ดันไปหาคนไม่ได้เรื่องอย่างไอ้ขี้ขลาดนั่น!
พอเห็นเธอเดินเอื่อยเฉื่อย ฟู่ชางเย่ก็ปวดฟันขึ้นมา
เขาอยากจะคว้าตัวเธอแล้วหิ้วเข้าไปข้างในเสียให้รู้แล้วรู้รอด
พอถึงโรงอาหาร ฟู่ชางเย่ก็ไปตักอาหาร ส่วนเซิ่งเซี่ยหาที่นั่งตามสะดวก
เธอกำลังจะนั่งก็เห็นว่ามีฝุ่นทรายสีเหลืองอ่อนจับอยู่เต็มม้านั่งยาวกับโต๊ะ
เธอหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาอย่างไม่แสดงสีหน้า แล้วเช็ดมัน
ฟู่ชางเย่ที่กำลังตักอาหารหันมาเห็นภาพนั้น ก็ขบกรามแน่น
นิสัยแบบนี้เรื่องมากจริง ๆ
ฝุ่นแค่นั้นจะเช็ดไปทำไม
