ห้องข้าง ๆ
จางเจวียนจัดแจงตักอาหารออกมาอย่างคล่องแคล่ว เซียวอ้ายกั๋วรีบยกไปวางที่ห้องโถงทันที ส่วนเด็กชายสองคนหิ้วถังใบเล็กออกไปตักน้ำกันรอบแล้วรอบเล่า
เมื่อเห็นร่างเล็ก ๆ สองร่างออกไปแล้ว จางเจวียนก็ถามขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย
“เหล่าเซียว นายว่าอย่างฟู่ชางเย่บ้านข้าง ๆ น่ะ จะทำร้ายเมียหรือเปล่า?”
วันนั้นเธอเห็นภาพฟู่ชางเย่ปกป้องภรรยาอย่างองอาจตั้งแต่ต้นจนจบ
แต่เธอก็รู้ว่าบางคนถนัดสร้างภาพต่อหน้าคนอื่น
พออยู่บ้านแล้วไม่รู้จะเป็นยังไง
เซียวอ้ายกั๋วได้ยินแล้วสะดุ้งโหยง
เขากดเสียงต่ำดุว่า “พูดเหลวไหลอะไร! เหล่าฟู่กำลังจะได้เลื่อนขั้นข้ามชั้นเป็นผู้บังคับกองพันแล้ว ห้ามเอาเรื่องชาวบ้านไปพูดต่อในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อนี้เด็ดขาด!”
ได้ยินอย่างนั้น จางเจวียนก็สะดุ้งไปด้วย
“อะไรนะ? ทำไมถึงเลื่อนทีเดียวสองขั้นล่ะ?”
เซียวอ้ายกั๋วมองออกไปข้างนอก “เหล่าฟู่จับสายลับได้ตั้งมากมาย สร้างความชอบไว้จนแทบนับไม่ถ้วน สมควรได้เลื่อนขั้นตั้งนานแล้ว เบื้องบนเห็นว่าเขายังหนุ่มก็เลยกดไว้ พอภรรยามาอยู่ด้วยถึงยอมปล่อยให้เลื่อน”
เหล่าฟู่เป็นวีรบุรุษนักรบที่สมควรได้รับการยกย่องอย่างแท้จริง
พูดกันตามตรง ถ้าเขาไม่อายุน้อยเกินไป แค่ดูจากความชอบทางทหารมากมายขนาดนั้น ต่อให้ได้เป็นรองผู้บังคับกองพันก็ยังได้!
แต่เรื่องนี้เขาไม่ได้เล่าให้ภรรยาฟัง
จางเจวียนได้ยินแล้วก็อดทอดถอนใจไม่ได้
“ฉันเข้าใจแล้ว รับรองว่าจะไม่พูดข้างนอกแน่นอน”
เธอแอบชำเลืองมองออกไปข้างนอก ก่อนถามอย่างไม่วางใจ “แต่ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อนี้ เหล่าฟู่คงไม่ลงไม้ลงมือกับเมียหรอกใช่ไหม?”
